หมวดหมู่: สุขภาพ

ประโยชน์ของแครอท

เราเชื่อว่าหลายๆคนนั้นรู้จักแครอทและบางคนนั้นก็ชอบทานเพราะว่ารสชาติของแครอทที่เรากินนั้นมีรสชาติที่หวานกรอบหอม  อาหร่อย  และเราก็เชื่ออีกว่ามีหลายๆคนนั้นที่ไม่รู้ว่าประโยชน์ของแคลรอทนั้นมีประโยชน์อะไรบ้าง

         แครอทที่เรารู้จักนั้นมีทั้งสีม่วง   สีเหลือง  แต่ว่าสีที่เราคิดว่าคนส่วนใหญ่นั้นรู้จักและชอบกินนั้นหน้าจะเป็นสีส้ม  ที่เรารู้จักกัน  และแครอทที่เรารู้จักนั้นมีขนาดตั้งแต่ขนาดเท่ากับดินสอ  จนมีขนาดใหญ่มาก ส่วนที่เราคิดว่าหรือว่าหลายคนนั้นคิดว่าแครอทนั้นเป็นผักหรือว่าผลไม้นั้นเราคือส่วนของราก  ซึ่งเป็นพืชนั่นเองดังนั้นแครอทนั้นไม่ใช่ผลไม้  แครอทนั้นมีแร่ธาตุที่มีประโยชน์  มีทั้งวิตามินเอ  วิตามินบี 1 วิตามินบี 2  วิตามินซี  วิตามินอี  และยังมีสารต้านเซลล์มะเร็ง  เป็นต้น  แครอทนั้นสามารถที่จะเอามาทำอาหารได้ทั้งเป็นของคาวและหวานนั้นสามารถที่จะทำได้  รวมไปถึงการที่เราทำน้ำผลไม้นั้นก็ได้เพราะว่าแครอทนั้นก็ยังมีสรรพคุณได้อีกหลายอย่าง  

สรรพคุณของแครอท  

  • ช่วยในเรื่องของการช่วยทำบุงผิวให้สดใสและเปล่งปลั่ง  
  • ช่วยปกป้องเซลล์ผิวที่ไม่ให้ถูกทำลายโดยจากการที่เราโดนแดด 
  • ช่วยในการสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย  
  • ช่วยในการบำรุงของเหงือก   เล็บ   กระดูด  และฟัน   ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น  
  • มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ  ช่วยในเรื่องของการชะลอในการที่เกิดริ้วรอย  
  • ช่วยในเรื่องของการต้านทานและโรคของร่างกายให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น  
  • ช่วยในเรื่องของการต่อต้านการเกิดมะเร็ง  
  • ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย  
  • ช่วยในเรื่องของความลดความดันในร่างกาย 
  • ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด 
  • ช่วยในการเพิ่มประสิทธิ์ภาพในระบบไหลเวียนของเลือด  
  • ช่วยบำรุงเซลล์ผิวหนัง  

ประโยชน์ของแครอทนั้นที่เราสามารถที่จะเอามาทำอาหารนั้นได้ทั้งของคาวและของหวานรวมไปถึงการทำน้ำ  ที่เราสามารถที่จะทำได้อย่างสบายมาก  และเด็กๆนั้นก็สามารถที่จะรับประทานได้ เพราะว่ามีรสชาติที่หวาน  ดังนั้นเมื่อเราจะปรุงอาหารให้กับเด็กนั้นเราก็สามารถที่จะทำได้อย่างสบายมากและสามารถที่จะปอกเปลือกที่เราจะเอามาทานแบบว่าสดๆได้เลย  

        แต่ว่าการที่เราจะแครอทแบบสดๆนั้นเป็นเรื่องที่เราจะได้วิตามินที่น้อยกว่าการที่เราทำสุก  ดังนั้นถ้าเราต้องการสารอาหารจากแครอท  เราคิดว่าเราควรที่จะทำให้สุขเสียก่อนเพราะว่าการที่เราทำให้สุกนั้นจะทำให้เรานั้นรับสารอาหารที่ครอบถ้วนมากกว่าการที่เรากินแบบสด ๆ

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 950

การที่เรากินอาหารลดน้ำหนัก

เมื่อเราอยากที่จะลดน้ำหนักเราต้องเริ่มจากการที่เรากินอาหารก่อนถ้าเราจะลดน้ำหนักแล้วเราไม่ยอกที่จะเลิกพฤติกรรมในการที่เรากินแบบเดิมๆการที่เราไปออกกำลังกายก็เท่ากับสูญเปล่า  การที่เรากินเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะทำให้เรานั้นผอมลงและทำให้เราไม่มีพุงโดยที่เราไม่ต้องไปออกกำลังกาย ให้เรารู้สึกว่าเราเหนื่อยเลยแค่เรากินอาหารที่ถูกต้องและเราก็ควรที่จะทำให้เป็นนิสัยเพื่อที่จะได้ไม่มีพุงและทำให้เรารู้สึกว่าว่าเราไม่อ้วนอีกด้วยแถมยังมีสุขภาพที่ดีอีก  

  • อดอาหาร  การที่เราจะลดพุงหรือว่าลดน้ำหนักโดยการที่เราไม่ยอมที่จะกินอาหารเช้านั้นเป็นส่วนที่เราคิดผิดเพราะว่าการที่เรากินอาหารเช้าเป็นเรื่องที่ดีต่อสภาพร่างกาย  หรือว่าเราจะเลือกเป็นอาหารที่ช่วยให้อิ่มท้องนาน  เช่น  ข้าวโอ๊ด  ไข่  ขนมปังสีน้ำตาล  หรือว่าเป็นจำพวกธัญพืช  ไม่ขัดสี  ธัญพืชไม่ขัดสีและช่วยเร่งการละลายไขมัน  
  • ไม่ทอด  การที่เรากินอาหารที่ไม่ทอดนั้นหรือว่าหลีกเลี่ยงในการทอด  เปลี่ยนจากการที่เราผัดมาใช้น้ำแทนในการผัดเพื่อที่จะเลี่ยงน้ำมัน  จากการที่เราทอด  และควรใช้น้ำแทนการใช้น้ำมัน  อย่างเช่นการที่เราทอดไข่ดาวเราก็ใช้น้ำในการทอด  หรือว่าจะกินปลาทอดเราก็เปลี่ยนมาเป็นปลาที่นึ่ง หรือว่าย่างจะดีกว่า  
  • ไม่กินหวาน  เราควรที่จะงดอาหารหวานอย่างเช่นขนมหวานเพราะว่าขนมหวานทำให้เราอ้วนและมีพุงเป็นปัจจัยหลัก  การที่เราไม่กินของหวานอย่างเช่น  ชากาแฟ  น้ำอัดลม  หรือว่าขนมหวานต่างๆ  หรือว่าเรารู้สึกว่าเราอยากที่จะกินของหวานเราก็ควรเลือกกินผลไม้ที่ใยอาหารแทนเพื่อที่จะช่วยในเรื่องของการย่อยอาหารและทำให้เราอิ่มด้วยแถมไม่อ้วนอีก  
  • ไม่มัน  การที่เรากินอาหารที่ไม่มันเป็นส่วนที่ทำให้เราไม่มีหน้าท้องคือการที่เราจะได้ลดหน้าท้อง  คือว่าการที่เราจะลดของมันอย่างเช่น  หนังหมู  หมูสามชั้น  หนังไก่ทอด  เบคอน  เราควรที่จะเลี่ยงในการกินเพราะว่าการที่เรากินเข้าไปจะไปเพิ่มไขมันทำให้เรามีไขมันที่สะสมอยู่มาก  และการที่เรามีไขมันอยู่ในร่างกายมากเกินไปนั้นจะทำให้เราเอาออกยาก  ถ้าเราไม่อยากที่จะอ้วนหรือว่ามีพุงเราควรที่จะเลี่ยงอาหารมัน
  • การที่เราไม่อดอาหารแต่ว่าเรานั้นกินไม่เลือกก็จะทำให้ร่างกายเผาผลาญไม่หมด  และก็จะทำให้พุงของเรามีเยอะ  และเราอยากที่จะแนะนำในการกินเพื่อที่จะได้เผาผลาญให้หมดการที่เรายินเยอะจนทำให้ระบบเผาผลาญไม่หมดและก็กลายมาเป็นไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายของเราก็ทำให้เรามีพุง  และอ้วน  

 

 

สนับสนุนโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

ประโยชน์ของแก้วมังกร

แก้วมังกร เป็นผลไม้ที่หลายคนอาจชื่นชอบแต่บางคนอาจไม่รู้เลยว่าแก้วมังกรมีถิ่นกำเนิดมาจากไหน แก้วมังกรมีถิ่นกำเนิดมาจากโฮจิมินห์ ของประเทศเวียดนาม ที่จะนิยมปลูกแก้วมังกรไว้ตามบ้าน และได้มีคนไทยไปนำแก้วมังกรพันธ์ที่ดีของเวียดนามมาปลูกจนเป็นผลไม้ที่ติดตลาดไปอีกชนิด แหล่งที่เพราะปลูกแก้วมังกรที่ได้ผลดีและจำนวนมากก็มี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดชลบุรี และจังหวัดจันทบุรี เหมาะที่จะปลูกในที่มีแสงแดดไม่แรงมากนัก และจะชอบอยู่ในที่โล่งแจ้ง ดินร่วนไม่อมน้ำมากนัก ให้น้ำไหลผ่านไปได้สะดวกและจะเห็นได้ในประเทศไทยมีอยู่สามสายพันธ์

ลักษณะของแก้วมังกร

แก้วมังกรที่เราสามารถพบในบ้านเรามี 3สายพันธ์แต่ละสายพันธ์ก็จะมีหน้าตาแตกต่างกันไป และจะมีรสชาติที่ต่างกันด้วย

เนื้อแดงเปลือกแดง  จะมีเปลือกเป็นสีแดงจัด และเนื้อก็จะมีสีแดงจัดมีเมล็ดมากผลจะเล็กกว่าพันธ์เนื้อขาวเปลือกแดง แต่จะมีรสชาติที่หวานกว่า

เนื้อขาวเปลือกแดง จะมีเปลือกเป็นสีชมพูสด มีกลีบเลี้ยงเป็นสีเขียว ภายในเนื้อจะเป็นสีขวา มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน

เนื้อขาวเปลือกเหลือง จะมีเปลือกเป็นสีเหลือง และภายในเนื้อจะเป็นสีขาวมีเมล็ดที่ใหญ่กว่าพันธ์อื่น แต่ผลก็จะเล็กกว่าพันธ์อื่นเหมือนกัน รสขาติจะออกหวาน

ประโยชน์ของแก้วมังกร

แก้วมังกรมีคุณค่าทางสารอาหารสูงอย่างพวก วิตามิน แร่ธาตุ ช่วยดับกระหายคลายร้อน ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งชะลอวัย เหมาะกับการคุมน้ำหนัก ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด และช่วยแม่ให้นมบุตรขับน้ำนม และยังช่วยผ่อนคลายทำให้นอนหลับสบายอีกด้วย และยังสามารถดูดสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยในระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น บรรเทาอาการโรคความดันโลหิต

ข้อควรระวัง

ข้อควรระวังในการทานแก้วมังกร ในสตรีที่มีประเดือนไม่ควรรับประทานในขณะประจำเดือนมาเพราะจะทำให้เกิดการไหลของประจำเดือนติดขัดไหลไม่สะดวก และไม่ควรรับประทานแก้วมังกรนี้คู่กับนม เพราะจะส่งผลทำให้อาหารไม่ย่อยและไม่ควรรับประทานแก้วมังกรในปริมาณที่เยอะมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้ท้องเสียได้

แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่ได้ทานแล้วมีความชื่นใจแต่ก็ควรทานให้เหมาะสม ไม่ควรทานให้มากเกินไป และเป็นผลไม้ที่หาทานง่ายจะออกผลมากในช่วงเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนเลยทีเดียว ราคาของแก้วมังกรจึงมีราคาที่ไม่แน่นอน จึงทำให้มีราคาถูกแพงตามฤดูกาล

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

6 เรื่องเกี่ยวกับ “การคุมกำเนิด” ที่ไม่ถูกต้อง

6 เรื่องเกี่ยวกับ “การคุมกำเนิด” ที่ไม่ถูกต้อง

1. หลั่งด้านนอก = ไม่ท้อง?
ความเชื่อที่ว่า แม้หลั่งน้ำอสุจิออกมานอกช่องคลอด ทำให้ฝ่ายหญิงไม่ตั้งท้อง เป็นความเชื่อที่ไม่ถูก ด้วยเหตุว่าถ้าหากหลั่งน้ำกามอยู่บริเวณรอบๆ ปากช่องคลอดที่มีเมือกใสๆอยู่ เมือกกลุ่มนี้บางทีอาจเป็นตัวพาเอาสเปิร์มกลับเข้าไปในมดลูกได้ โดยการหลั่งน้ำอสุจิด้านนอกนั้นโอกาสมีครรภ์มากถึง 20-30% อย่างยิ่งจริงๆ จัดว่าค่อนข้างจะสูง และไม่ชี้แนะเด็ดขาด

2. หน้า 7 หลัง 7 = ไม่ท้อง?
การนับวันก่อน-หลังมีรอบเดือน 7 วัน ที่ถือได้ว่าไม่มีอันตราย สามารถมีเซ็กส์ได้โดยไม่เกิดการตั้งท้องนั้น ก็เป็นแนวทางที่สูตินรีแพทย์ไม่ชี้แนะสิ่งเดียวกัน เพราะว่าแนวทางแบบนี้ถ้าเกิดจะมีผลให้เสร็จ 100% จริงๆจะต้องประกอบไปด้วยหลายแบบ อย่างเช่น รอบเดือนจำเป็นต้องมาตามเวลาอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน (ตรงตามวัน ตามเวลา) และเพศหญิงส่วนมากมักมีส่วนประกอบต่างๆ สำหรับในการใช้แนวทางแบบนี้เสร็จไม่ครบ เพราะว่าส่วนมากรอบเดือนของสตรีมักมีการเปลี่ยนนิดหน่อยในแต่ละเดือน บางรอบสั้น บางรอบยาว หรือบางเดือนที่มีความตึงเครียด หรือมีสาเหตุอื่นๆอาจจะทำให้ไข่ไม่ตก รอบเดือนไม่มาได้

3. ใส่ถุงยาง 2 ชั้น = ไม่ท้อง?
การใส่ถุงยาง 2 ชั้น มิได้ช่วยทำให้สามารถป้องการการรั่วซึมของน้ำเชื้อเข้าไปในมดลูกได้ดียิ่งไปกว่าเดิมเลย เพราะเหตุว่าการใส่ถุงยาง 2 ชั้น กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการเสียดสีกันระหว่างถุงยางอนามัยทั้งคู่ และทำให้ถุงยางมีการฉีกจนขาด แตกรั่วได้ง่ายดายเสียยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

4. พกถุงยางไว้ภายในรถยนต์ หรือกระเป๋าใส่เงิน = ใช้ได้ ไม่ท้อง?
การเก็บถุงยางเอาไว้กับตัว หรือไว้ในที่ที่ถือได้พกได้สบาย นับว่าเป็นเรื่องดี แต่ว่าการเก็บถุงยางไว้ภายในลิ้นชักในรถยนต์ หรือในกระเป๋าใส่สตางค์ เป็นที่ที่มีอากาศร้อน หรืออับ ซึ่งทำให้ถุงยางสลายตัว ฉีกขาดได้ง่ายดายกว่าเดิม ก็เลยเสนอแนะให้เก็บถุงยางเอาไว้ภายในที่ที่แสงตะวันส่องไม่ หากสามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างเช่น ในตู้ หรือกล่องต่างๆ ในบ้าน (ที่แดดส่องไม่ถึง) ฯลฯ

5. ถุงยางแบบไหนก็ได้ = ไม่ท้อง?
เพศชายคนจำนวนไม่น้อยบางครั้งอาจจะเลือกใช้ถุงยางตามอรรถรส อย่างเช่น รูป รส กลิ่น สี ผิวต่างๆ แม้กระนั้นการเลือกถุงยางที่ช่วยคุ้มครองป้องกันการมีครรภ์ได้ ต้องเลือกขนาดที่เหมาะ แม้เลือกถุงยางอนามัยที่มีขนาดใหญ่ไป หละหลวมไป ช่องทางที่ถุงยางอนามัยจะหลุดขณะมีเซ็กส์จนกระทั่งน้ำเชื้อหลุดไปในมดลูกบางทีอาจเกิดขึ้นได้ แต่ว่าถ้าหากใช้ถุงยางอนามัยที่เล็ก หรือคับเหลือเกิน ก็อาจส่งผลให้มีการเสียดสีมากกระทั่งทำให้ถุงยางอนามัยฉีกขาดได้ง่ายด้วยเหมือนกัน

ในไทยจะมีถุงยาง 2 ขนาด คือ 49 และ 52 ซม.

6. สวนล้างช่องคลอดหลังการมีเซ็กส์ = ไม่ท้อง?
เมื่อน้ำอสุจิเข้าไปในมดลูก น้ำเชื้อเล็กน้อยบางทีอาจเข้าไปถึงด้านในมดลูกแล้ว นอกจากนั้นการล้างช่องคลอดยังเพิ่มการเสี่ยงอันตรายอื่นๆ ดังเช่น การได้รับเชื้อราข้างในช่องคลอด หรืออุ้งเชิงกราน หรือมีตกขาวไม่ดีเหมือนปกติได้

อย่างไรก็แล้วแต่ ควรจะล้างชำระล้างอวัยวะเพศหลังมีเซ็กส์ เพื่อลดการเสี่ยงของการสะสมจนกระทั่งมีการอักเสบติดเชื้อโรคได้ โดยล้างเฉพาะด้านนอกด้วยน้ำที่สะอาด หรือสินค้าสำหรับล้างจุดปกปิดโดยยิ่งไปกว่านั้น และซึมซับให้แห้ง แล้วก็ควรจะปัสสาวะหลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจทุกครั้ง เพื่อลดการเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

อาการของโรคลำไส้ส่วนปลายอักเสบ

โรคลำไส้ส่วนปลายอักเสบมักเกิดจากการได้รับสารพิษหรือติดเชื้อที่บริเวณเยื่อหุ้มลำไส้ อย่างไรก็ตามอาการของโรคลำไส้อักเสบสามารถจำแนกได้เป็น 2 แบบ คือ แบบเรื้อรัง และเฉียบพลัน โดยมีลักษณะอาการที่แตกต่างกันบ้าง

อาการของโรคลำไส้ส่วนปลายอักเสบ

1. หากเป็นโรคลำไส้อักเสบฉับพลัน จะมีอาการดังนี้
• มีการถ่ายแบบผิดปกติ โดยถ่ายเหลวเป็นน้ำ แต่ทั้งนี้จะไม่มีเลือดปน

• ปวดมวนท้องแบบเฉียบพลัน

• มีอากรปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน

• มีไข้อ่อนๆ

• ปวดกล้ามเนื้อ หรือตึงที่ข้อ

• อ่อนเพลียจากการสูญเสียน้ำ เนื่องจากการถ่ายเป็นน้ำ

• อาจเสี่ยงภาวะขาดน้ำได้
จากอาการต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมด มักจะเกิดขึ้นฉับพลันภายในไม่กี่ชั่วโมง

2. อาการของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง มักมีอาการเกิดขึ้นแบบติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นต่อเนื่องถึง 1 สัปดาห์
• ท้องร่วง ถ่ายเหลว มักมีเลือดปนด้วย

• ท้องเสียนานติดต่อกันหลายวัน หรือเป็นสัปดาห์

• ปวดบีบที่ท้อง ปวดบิด

• มีไข้

• อ่อนเพลียจากการถ่าย

• น้ำหนักลด เนื่องจากมีอาการถ่ายติดต่อกันเป็นเวลานาน

หลีกเลี่ยงการกระตุ้นไมเกรน หลีกเลี่ยงการกิน….

ในอาหารและเครื่องดื่มมักมีสารที่สามารถกระตุ้นอาการปวดศีรษะได้ โดยเฉพาะการกระตุ้นที่บริเวณเส้นเลือดของเยื่อหุ้มสมองส่วนนอก หรือเส้นประสาทคู่ที่ 5 ส่วนปลาย ทั้งนี้สารที่อยู่ในอาหารและเครื่องดื่มบางชนิดอาจจะซึมผ่านเข้าไปออกฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้โดยตรง

ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรน ควรที่จะรับประทานอาหารให้ตรงเวลา หากปล่อยให้ตนเองอดอาหารจะเป็นการไปกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ โดยมีการศึกษาการอดอาหารในผู้ป่วยไมเกรน พบว่าการอดอหารจะเป็นตัวกระตุ้นไมเกรนได้ถึงร้อยละ 40-57

สำหรับผู้ที่ไม่อยากให้ไมเกรนแผลงฤทธิ์ การหลีกเลี่ยงอาหารที่จะไปกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งนี้จึงควรที่จะรู้จักอาหารที่อาจไปกระตุ้นอาการปวดไมเกรน อาหารที่พบว่าเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะในผู้ป่วยไมเกรน เช่น แอลกอฮอล์ (29-35 เปอร์เซ็นต์) คาเฟอีน (14 เปอร์เซ็นต์) ชีส (9-18 เปอร์เซ็นต์) ผงชูรส (12 เปอร์เซ็นต์) เป็นต้น

1. สารไทรามีน

พบได้ในธรรมชาติมีอยู่ในอาหาร เช่น เนยแข็งที่บ่ม ปลารมควัน เนื้อสัตว์ที่ผ่านกรรมวิธียืดอายุ ของหมักดอง อาหารที่มีส่วนประกอบของยีสต์ เบียร์ เป็นต้น สำหรับผู้ที่มีอาการไมเกรนและมีความไวต่อสารไทรามีน เมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้เข้าไปจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง

2. สารแอสปาแตม

เป็นสารให้ความหวานซึ่งหวานกว่าน้ำตาลปกติ 180-200 เท่า ปัจจุบันยังไม่มีการรับรองว่าสารแอสปาเตมเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ไมเกรน แต่ก็พบว่าในผู้ป่วยบางรายมีอาการปวดศีรษะหลังรับประทานสารตัวนี้

3. ผงชูรส

เป็นสารปรุงแต่งรสชาติอาหาร มักถูกใช้สำหรับปรุงรสชาติอาหารให้อร่อย ทั้งในกระบวนการผลิตอาหารกระป๋อง และอาหารพร้อมรับประทาน โดยผงชูรสอาจไปกระตุ้นให้มีการหลั่งสารสื่อประสาทบางชนิดออกมา หรือกระตุ้นให้เซลล์ของผนังหลอดเลือดหลั่งสารไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัว นำไปสู่อาการปวดศีรษะในที่สุด

4. ไนเตรต และไนไตรท์

นิยมใช้การถนอมอาหารกันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นสารกันบูดที่ใช้ในการถนอมอาหาร อาหารหมักดอง หรืออาหารรมควัน เช่น ไส้กรอก เนื้อรมควัน หรือปลารมควัน

5. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้ป่วยควรระวัง เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้บ่อย โดยเฉพาะในไวน์แดง ทำให้มีอาการปวดศีรษะภายใน 3 ชั่วโมงหลังจากดื่ม หรือเกิดตามมาในช่วงท้ายก็ได้

6. คาเฟอีน

พบได้ในกาแฟ ชา โซดา และช็อกโกแลต ซึ่งรวมถึงยาแก้ปวดศีรษะที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนจะมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางขึ้นกับขนาดที่รับประทานเข้าไป  คาเฟอีนหากรับเข้าไปในร่างกายมากว่า 300 มิลลิกรัมจะทำให้เกิดอาการวิตกกังวล กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หงุดหงิด คาเฟอีนและกระตุ้นให้ปวดศีรษะและยังสามารถช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ ขึ้นอยู่กับขนาดและความถี่ของการใช้

“ดีท็อกซ์ลำไส้” กับความเข้าใจผิดๆ

การทำดีท็อกซ์ ด้วยการถ่ายอุจจาระ ทำให้รู้สึกตัวเบา แต่การขับถ่ายมีเพียงอุจจาระและน้ำเท่านั้น ร่างกายไม่ได้เผาผลาญไขมันส่วนเกินออกไป
การดื่มน้ำหมักมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคและแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ง่าย ส่งผลให้ท้องเสีย หรือมีผลต่อระบบทางเดินอาหารในระยะยาวได้
การทำดีท็อกซ์ด้วยยาระบายไม่สามารถชะล้างสารพิษหรือคราบตะกรันที่สะสมตามผนังลำไส้ ในกรณีที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์

ปัจจุบันการแชร์และส่งต่อข่าวสารสุขภาพเกิดขึ้นมากมายทุกวัน หลายเรื่องเป็นความจริงที่ผ่านการวิจัย พิสูจน์และรับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ แต่หลายครั้ง ข่าวสารกลับเผยแพร่อย่างบิดเบือนจนน่าตกใจ

เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้ามคือความเข้าใจผิดของการดีท็อกซ์ลำไส้ ทั้งเครื่องดื่มดีท็อกซ์สำเร็จรูป สูตรดีท็อกซ์ธรรมชาติ และการสวนดีท็อกซ์อีกหลายรูปแบบ มาดูกันว่า 5 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการดีท็อกซ์ลำไส้ มีอะไรกันบ้าง

ดีท็อกซ์ช่วยลดไขมัน
หลายสูตรหลายวิธีเน้นการทำดีท็อกซ์ด้วยการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย โดยเฉพาะการถ่ายอุจจาระ ซึ่งอาจทำให้รู้สึกตัวเบา แต่ในความจริงแล้ว การขับถ่ายมีเพียงอุจจาระและน้ำเท่านั้น แต่ร่างกายไม่ได้เผาผลาญไขมันส่วนเกินออกไปเลย บางกรณีผู้ขับถ่ายอาจเสียเกลือแร่และวิตามินจากการขับถ่ายจำนวนมากจนเกิดปัญหาสุขภาพตามมา

เครื่องดื่มยอดฮิตคือทางลัดของการทำดีท็อกซ์
สุขภาพดีไม่มีทางลัด การทำดีท็อกซ์ก็เช่นกัน การซื้ออาหารเสริมหรือเครื่องดื่มดีท็อกซ์ที่ขายตามท้องตลาดหรือในโลกออนไลน์ ควรอ่านข้อมูลให้ครบ ดูส่วนผสม และดูว่ามีอย.หรือไม่ ทางที่ดีไม่ควรซื้อหามารับประทานเอง โดยไม่ได้ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์อย่างเด็ดขาด

น้ำหมักช่วยขับของเสีย
การนำผักและผลไม้มาหมักเพื่อให้เกิดน้ำหมักใช้ดื่มเพื่อล้างพิษ อาจเสี่ยงสารพิษตกค้างในกรณีที่ล้างทำความสะอาดไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะเมื่อนำไปหมักด้วยวิธีต่างๆ ที่ไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงต่อการปนเปื้อนระหว่างการหมัก ทั้งจากภาชนะและวัตถุดิบ รวมถึงมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคและแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ง่าย ส่งผลให้ท้องเสีย หรือมีผลต่อระบบทางเดินอาหารในระยะยาวได้

ยาระบาย ทดแทนดีท็อกซ์
ยาระบาย มีฤทธิ์ช่วยดึงน้ำออกจากผนังลำไส้ ส่งผลให้เนื้ออุจจาระนิ่มและขับถ่ายออกได้ง่าย โดยที่ยาระบายไม่สามารถชะล้างสารพิษหรือคราบตะกรันที่สะสมตามผนังลำไส้ ในกรณีที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์

ดีท็อกซ์เองที่บ้านก็ได้
การสวนลำไส้เองที่บ้านอาจเสี่ยงต่อเชื้อโรคและสิ่งปนเปื้อน เสี่ยงต่อความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำดีท้อกซ์

ตามธรรมชาติ ร่างกายมนุษย์มีกลไกกำจัดสารพิษโดยผ่านการทำลายที่ตับและการขับออกที่ไต ดังนั้นการดีท็อกซ์ล้างลำไส้จึงไม่มีความจำเป็น ทั้งนี้หากอาหารที่รับประทานเข้าไปมีสารพิษปนเปื้อนร่างกายจะดูดซึมไปยังลำไส้เล็กพร้อมกับสารอาหารและวิตามินอื่นๆ ส่วนที่ตกค้างในลำไส้ใหญ่เป็นเพียงกากอาหารที่ไม่ถูกย่อยหรือดูดซึมแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากกลัวว่าร่างกายจะมีสารพิษตกค้าง ควรเริ่มใส่ใจการลดสารพิษตั้งแต่ต้นทาง โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไขมันต่ำ และลดการนำสารพิษเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารปนเปื้อน หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารปิ้งย่าง และอาหารทอด โดยเฉพาะอาหารที่ทอดด้วยน้ำมันใช้ซ้ำหลายๆ ครั้ง

น้ำในหูไม่เท่ากัน รับมืออย่างไร

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
คราวก่อนเราได้พูดกันถึงสาเหตุของอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่พบได้บ่อยมาก คือภาวะหินปูนหลุดในหูชั้นในไปแล้วถ้าจำกันได้วันนี้เราจะพูดคุยกันถึงโรคที่หลายคนคุ้นเคยแต่ไม่รู้จักจริงๆ คือโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease)

ผู้ป่วยที่เป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันจะมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน หูอื้อมีเสียงดังในหู(Tinnitus) อาการเวียนศีรษะจะเป็นๆ หายๆโดยมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนแต่ละครั้งนานมากกว่า 20 นาทีเป็นยังไงครับ!!พอเราพูดถึงอาการที่ควรจะเป็นของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันแล้วหลายคนจะรู้สึกว่าไม่ค่อยตรงกับอาการของตัวเองซักเท่าไหร่ใช่ไหมครับ… อาการที่ผมได้บรรยายถึงโรคน้ำในหูไม่เท่ากันข้างต้นเป็นกลุ่มอาการที่จำเพาะ (Specific Character) ของโรคซึ่งการวินิจฉัยจะต้องตรวจพบอาการทุกอย่างที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว

ในโรงพยาบาลกรุงเทพนอกจากประวัติและการตรวจร่างกายเบื้องต้นของผู้ป่วยแผนกหู คอจมูกยังมีเครื่องมือตรวจพิเศษเพื่อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคน้ำในหูไม่เท่ากันออกจากโรคอื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวได้แก่

  • เครื่องตรวจการได้ยิน (Audiometry)
  • เครื่องตรวจวิเคราะห์การทำงานของระบบประสาทการทรงตัว (Posturography)
  • เครื่องตรวจความต่างศักย์ไฟฟ้าในหูชั้นใน (Eco-G)
  • เครื่องมือตรวจวิเคราะห์การทำงานของหูชั้นใน (Video Electronystagmagraphy)

ซึ่งเครื่องมือต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้การตรวจวินิจฉัยโรคของหูชั้นในมีความถูกต้องแม่นยำโดยไม่ต้องเสียเวลาไปพบแพทย์หลายๆ โรงพยาบาลเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องยังมีโรคที่เกี่ยวข้องกับอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่พบได้บ่อยอีกซึ่งเราจะพูดถึงในคราวหน้าครับ

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่มวิ่ง เพื่อลดอาการบาดเจ็บ

หลายคนมองว่า วิ่ง เป็นเรื่องง่าย ๆ จึงออกไปวิ่งโดยไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อม ผลคือ ทำให้ เจ็บ และไม่อยากกลับไปวิ่งอีก ความจริงแล้วการวิ่งก็เหมือนกีฬาอื่นๆ ที่จะต้องรู้กฎพื้นฐานและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อจะได้ออกไปสนุกกับการวิ่งอย่างไม่รู้เบื่อ

วิ่งยังไงไม่ให้เจ็บ

1. อุ่นเครื่อง เป็นการให้เวลาหัวใจและหลอดเลือด ให้ค่อยๆ เพิ่มการเต้น เพิ่มการเปิดขยาย ให้มีการถ่ายเทเลือดได้สะดวก อุณหภูมิร่างกายค่อยๆ เพิ่ม เป็นผลให้กล้ามเนื้ออ่อนตัว มีความยืดหยุ่น ไม่ฉีกขาด และบาดเจ็บได้ง่าย ทำได้ด้วยการวิ่งเหยาะๆ ช้าๆ หรือเดินก่อนออกวิ่ง

2. ยืดเหยียดร่างกาย เป็นการทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ป้องกันการบาดเจ็บ เพิ่มองศา การเคลื่อนไหว และความคล่องในการเคลื่อนไหว กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ค่อย ๆ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อทีละส่วน ตั้งแต่คอ ไหล่ เอว เข่า น่อง เท้า

3. กลับสู่โหมดปกติ จะช่วยให้กล้ามเนื้อคืนสู่สภาวะปกติ ทำวิธีเดียวกับการอบอุ่นร่างกายและยืดเหยียดเมื่อวิ่งจบ เพื่อให้กล้ามเนื้อระบายกรดแลคตริก ลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ เพิ่มการไหลเวียนเลือดจากกล้ามเนื้อกลับสู่หัวใจ

4. กินดี พักพอ เป็นวิธีไม่ทำให้เจ็บ เพราะร่างกายต้องการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม และต้องการสารอาหารที่เพียงพอ หลังออกกำลังกายควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ไขมันต่ำ เช่น ขนมปัง น้ำผลไม้ กล้วย เป็นต้น จะทำให้กลับมาวิ่งใหม่อีกครั้งอย่างสดชื่น

5. เตรียมอุปกรณ์ โดยเฉพาะรองเท้า อย่าดูเพียงเรื่องราคาหรือแฟชั่น เพราะของแพงไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป รองเท้าที่ดีคือรองเท้าที่เข้ากับลักษณะเท้า อาจต้องคำนึงถึงเรื่องน้ำหนักตัวประกอบในการเลือกรองเท้าด้วย และเลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีหากวิ่งทางไกล หรือที่อากาศร้อน

หยุดพฤติกรรมเสี่ยงน้ำหนักเพิ่ม

หลายคนรู้ดีว่าพฤติกรรมการลดน้ำหนักที่ทำแล้วได้ผลก็คือ การหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ ควบคู่กับการกินอาหารที่มีประโยชน์ แต่รู้หรือไม่คะว่ายังมีบางพฤติกรรมที่หากทำตอนเช้าตามนี้แล้ว มีผลต่อการลดน้ำหนักเช่นกัน จะมีพฤติกรรมใดบ้างที่อาจทำให้ลดน้ำหนักไม่เป็นผลสำเร็จสักที สาวๆ ตามไปดูพร้อมกันเลยค่ะ

1. ไม่จัดเตียงหลังจากตื่นนอน

ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่ตื่นนอนแล้วไม่จัดเตียงนอนนั้น เป็นผู้ที่เสี่ยงจะอ้วนได้มากกว่าคนที่จัดเตียงเป็นประจำ เพราะความมีวินัยในการทำกิจกรรมเดิมๆ เป็นระยะเวลานาน จะเป็นตัวบ่งบอกว่าคนผู้นั้นมีวินัยที่จะลดความอ้วนได้ดีกว่า อีกทั้งการจัดเตียงนอนในตอนเช้าก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของวันที่จะทำให้คุณได้ออกกำลังกายอีกด้วย

2. ไม่กินอาหารเช้า

กลุ่มนักวิจัย ได้ข้อสรุปว่า ผู้ที่ไม่ได้กินอาหารเช้าเป็นประจำจะมีอัตราของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นได้ง่าย เพราะการอดอาหารเช้าจะทำให้หิวในช่วงเวลาถัดไปจนเผลอกินอาหารหนักขึ้น เนื่องจากร่างกายต้องการสารอาหารมากเป็นพิเศษ และเกิดการเผาผลาญที่ยากลำบากมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นหากต้องการลดน้ำหนักอย่างเห็นผล ควรกินอาหารเช้าเป็นประจำดีที่สุด

3. ไม่เปิดม่านรับแสงแดดยามเช้า

จากผลวิจัยพบว่า ผู้ที่ตื่นเช้าขึ้นเปิดม่านเพื่อรับแสงแดดยามเช้านั้น มีดัชนีมวลกายลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้หลายคนจะคิดว่าการรับแสงแดดนั้นไม่น่าจะเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก แต่จริงๆ แล้ว การที่ร่างกายสัมผัสโดนแสงแดดยามเช้าอย่างน้อย 20 นาทีสามารถช่วยให้ระบบการเผาผลาญในร่างกายดีขึ้นได้ด้วย

4. ไม่ตื่นตามเวลาที่เหมาะสม

ผู้ที่นอนเพลินจนลืมเวลา ไม่ตื่นตามเวลาที่เหมาะสม หรือนอนมากเกินไป ร่างกายจะมีอัตราน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น เพราะการนอนเกินเวลา ไม่ลุกขึ้นมากินอาหารเช้า ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้แย่ลง

5. ไม่ชั่งน้ำหนัก

การชั่งน้ำหนักในช่วงเช้า จะช่วยให้คุณรู้สึกตื่นตัวกับน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คุณรู้สึกอยากที่จะควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่พอใจมากขึ้น โดยผู้ที่ชั่งน้ำหนักเป็นประจำจะมีอัตราการลดน้ำหนักได้ผลมากกว่าผู้ที่ไม่เคยชั่งเลย หรือนานๆ ชั่งที

ทั้งหมดนี้ก็ คือพฤติกรรมเสี่ยงในช่วงเช้าที่ทำแล้วจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น โดยได้รับการยืนยันจากสถาบันวิจัยชั้นนำในสหรัฐฯ ว่าเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการลดน้ำหนักอย่างแท้จริง หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ ปรับเปลี่ยนตัวเองซะใหม่ตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่สายค่ะ และเพื่อให้การลดน้ำหนักมาพร้อมผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หลังตื่นเช้าแล้วก็ควรหาเวลามาออกกำลังกายบ้าง อีกทั้งควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผักผลไม้ โปรตีนและดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อวัน เท่านี้ก็จะช่วยให้หุ่นสวยอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วค่ะ