หมวดหมู่: สุขภาพเกี่ยวกับหู

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

      หลายคนคงเคยได้ยินโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือบางคนอาจจะเคยเป็นมาแล้ว สำหรับโรคชนิดนี้จะมีผลมาจากความผิดปกติของหูชั้นใน ผู้ที่ป่วยเป็นโรคชนิดนี้จะมีอาการเวียนหัวและรู้สึกว่าบ้านหมุน เนื่องจากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับข้างในหู จึงส่งผลผลต่อการได้ยินและการทรงตัวโดยเฉพาะ และสำหรับกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้มากที่สุดคือกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี – 60 ปี ซึ่งหากเป็นโรคนี้แล้วมีการรักษาที่ถูกวิธีการสามารถทำให้อาการดีขึ้นได้ 

        สำหรับคนที่เป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั้นมักจะเป็นกับหูข้างใดข้างหนึ่ง ในระยะเริ่มแรกจะเป็นไม่นานเพียงนั่งพักอาการก็จะดีขั้น แต่อาการเริ่มแรกเป็นเพียงแค่อาการเตือนเท่านั้นหากไม่รีบรักษาก็จะมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ เราสามารถแบ่งระยะของโรคได้ 3 ระดับคือ

  1. ระยะที่หนึ่ง ระยะนี้จะมีอาการ หูอื้อ เวียนหัว คลื่นไส้แบบไม่ทันตั้งตัว คืออยู่ๆก็เป็น แต่จะเป็นเพียงแค่ระยะสั้นๆ ไม่เกิน 2-3 ชั่วโมงอาการก็จะดีขึ้น
  2. ระยะที่สอง สำหรับระยะนี้อาจยังมีอาการเวียนหัวเล็กน้อย แต่อาการหูอื้อจะเริ่มเป็นมากขึ้น รวมถึงจะเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน โดยจะเริ่มได้ยินเสียงไม่ค่อยชัด จะได้ยินเสียงเบาลง  ซึ่งระยะนี้จะเริ่มมีปัญหาเรื่องของการทรงตัว เพราะจะเริ่มรู้สึกว่าบ้านหมุน 
  3. ระยะที่สาม ระยะนี้อาการหูอื้อและปัญหาการได้ยินจะยิ่งแย่กว่าระยะที่สอง รวมถึงยังมีปัญหาเรื่องการทรงตัวรวมอยู่ด้วย จะเริ่มเดินไม่ค่อยได้ ยิ่งเฉพาะในเวลาที่อยู่ในที่มืด 

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เราเกิดเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั้น มักมีมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่นเกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้  การติดเชื้อไวรัส การเกิดอุบัติเหตุที่หัว หรือการระบายของเหลวในหูมีความผิดปกติ รวมถึงการติดต่อกันทางพันธุกรรมก็สามารถทำให้เกิดโรคน้ำในหูไม่เท่ากันได้  หากมีอาการดังข้างต้นควรรีบไปพบแพทย์

          สำหรับการรักษานั้น แพทย์จะวินิจฉัยว่าต้องรักษาอย่างไรตามระยะอาการ เช่น อาจเป็นการให้ทานยา  การรักษาด้วยการบำบัดรวมถึงการรักษาเรื่องของการทรงตัว บางรายจำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยฟัง เพื่อรักษาอาการไม่ได้ยินเสียงซึ่งการรักษาด้วยเครื่องช่วยฟัง ทางนักโสตวิทยาจะเป็นผู้วินิจฉัยให้ผู้ป่วยเองว่าต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง แบบไหน หรือบางครั้งอาจรักษาด้วยหารฉีดยา หรือการผ่าตัด

        สำหรับผู้ป่วยที่มีการอาการน้ำในหูไม่เท่ากันควรดื่มน้ำมากๆให้พอกับที่ร่างกายต้องการคือวันละ 8 แก้ว และไม่ควรกินอาหารที่ใส่เกลือ ใส่ผงชูรส ไม่ควรดื่ม ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พยายามไม่ให้เครียด ไม่สูบบุหรี่

ขี้หูอุตัน

        สภาวะขี้หูอุดตันนั้นเกิดมาจากการที่เรามีขี้หูมากเกินไปแล้วไม่ได้นำเอาออกมา โดยปกติระบบภายในหูจะมีกลไกการทำงานด้วยการขับขี้หูออกมาให้เราเอง แต่หากมีการผลิตมากเกินไปอาจมีการระบายขี้หูออกมาไม่ทันจึงเกิดการสะสมที่บริเวณหูชั้นนอก และขี้หูเกิดการแห้งและแข็งจึงส่งผลให้มีการอุดตันของขี้หูได้

          เมื่อไหร่ก็ตามที่หูของเรามีขี้หูมาอุดตัน สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ การรู้สึกแน่นๆอื้อๆภายในหู  การได้ยินเสียงจะลดลงหรือบางครั้งรู้สึกเหมือนมีเสียงอยู่ภายในหู มีอากาคันในช่องหูบางครั้งอาจมีน้ำเหลวๆออกมาจากหู หรือมีกลิ่นเหม็นออกมา รวมถึงจะมีอาการปวดหู และเวียนหัวตามมาด้วย บางครั้งอาการเหล่านี้อาจเกิดมาจากสาเหตุอื่นๆก็ได้เช่นกัน ดังนั้น เราจึงควรไปให้แพทย์ตรวจและรักษา และหากเราพบว่าเรามีปัญหาขี้หูเยอะ เราไม่ควรที่จะหาอะไรมาแคะด้วยตนเอง

การนำขี้หูออกจากหูนั้นทำได้ด้วยการหยอดยาละลายขี้หูซึ่งขี้หูจะหลุดลอกออกมาเอง แต่หากมีอาการทั้งหูมีกลิ่น ไม่ค่อยได้ยินเสียงร่วมด้วย ควรไปหาแพทย์มากกว่าจะมาหายารักษาด้วยตนเองเพราะภายในหูเป็นอวัยวะที่บอบบาง ซึ่งหากเรารักษาแบบผิดวิธีจะส่งผลให้เราสูญเสียการได้ยินหรือเป็นโรคหูหนวกได้

             สำหรับขี้หูแล้วจะมีหน้าที่เอาไว้ดักจับสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาในรูหู เช่น ขี้ฝุ่นหรือแมลงต่างๆ ซึ่งความจริงแล้วเราไม่ต้องทำอะไรขี้หูก็จะหลุดร่วงมาเองตามธรรมชาติ แต่ถ้ามีการผลิตขี้หูมากเกินไปแล้วระบบจัดการภายในหูระบายขี้หูออกมาไม่ทันก็จะมีผลทำให้มีขี้หูมาอุดตันในรูหูได้เช่นกัน ซึ่งการตรวจว่าเรามีขี้หูอุดตันหรือไม่นั้น

แพทย์จะเป็นผู้ตรวจให้ด้วยการนำอุปกรณ์ส่องเข้าไปดูในหูของเรา หากพบว่ามีขี้หูอุดตัน แพทย์จะนำเครื่องมือมีคีบขี้หูออกให้หรืออาจจะใช้เครื่องดูดขี้หูออกมา หรือการใช้ไซริงค์ฉีดน้ำอุ่นเข้าไปล้างในหู หรือการใช้ยาหยอดหู เพื่อให้ขี้หูไหลออกมาเอง  

หากมีอาการขี้หูอุดตันไม่ควรปล่อยไว้นาน ควรรีบไปให้แพทย์เอาขี้หูออกให้เพราะหากทิ้งไว้จะส่งผลต่อระบบภายในหู อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อ หรือทำให้เราไม่ได้ยินเสียง บางครั้งเมื่อมีอาการคันมากๆเราอาจเผลอนำอะไรแหย่เข้าไปในหู ซึ่งหากไปโดยแก้วหู อาจทำให้เกิดการฉีกขาดแล้วทำให้เป็นโรคหูหนวกได้ และนั้นเราจะต้องพึ่งพา เครื่องช่วยฟัง ตลอดไป