ผู้เขียน: admin

มารู้จักสตรอเบอร์รี่กันเถอะ

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักสตรอเบอร์รี่กันดีอยู่แล้วเพราะเป็นผลไม้ที่มีขายในประเทศไทยมาเป็นเวลายาวนานมากแล้ว  โดยสำหรับสตรอเบอร์รี่นั้นเป็นผลไม้ที่อยู่ในตระกูลเบอร์รี่อีกหนึ่งชนิด สตรอเบอร์รี่มีหลายสายพันธุ์และหลายรสชาติมีตั้งแต่รสเปรี้ยว

ไปจนถึงมีรสชาติที่หวานกำลังดีทั้งนี้แต่ละสายพันธุ์รสชาติก็จะแตกต่างกันไปสำหรับประเทศไทยนิยมปลูกสตรอเบอร์รี่สวนหลายคนคงคิดไม่ถึงว่าสตรอเบอร์รี่ที่มีสีสันสวยงามจะมีสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นจำนวนมากโดยวิธีการเลือกกินสตรอเบอร์รี่เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุดควรเลือกสตรอเบอร์รี่ที่มีสีสด เพราะจะเป็นสตรอเบอร์รี่ที่ให้โภชนาการสูงเราสามารถหาซื้อสตรอเบอร์รี่กินได้ทั้งตามตลาดและตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปโดยปกติแล้วเมื่อเราซื้อสตรอเบอร์รี่มาเราควรจะล้างน้ำให้สะอาดก่อน

รับประทานเพื่อเป็นการล้างสารเคมีที่อาจจะติดอยู่กับผลสตรอเบอร์รี่ได้ที่สำคัญเราควรกินสตรอเบอร์รี่ที่อย่างสุดใหม่ทันทีไม่ควรแช่ตู้เย็นทิ้งไว้นานนาน หลายคนบอกว่าสตรอเบอร์รี่จะมีสารต้านอนุมูนอิสระที่ช่วยให้เราไม่แก่เร็วจะสร้างคอลลาเจนเพื่อไม่ให้เรามีริ้วรอยและในสตรอเบอร์รี่ยังมีส่วนช่วย บำรุงระบบประสาทและสมองช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายแถมยังมีสารที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและป้องกันการเกิดโรคโลหิตจางอีกทั้งยัง ยังลดปัญหาความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วยสตรอเบอร์รี่จะมีไฟเบอร์สูงช่วยในเรื่องของ

ระบบขับถ่ายได้อย่างดีอีกทั้งยังช่วยบำรุงโลหิตช่วยลดความดันบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรงกันกินสตรอเบอร์รี่จะช่วยบำรุงสายตาไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นและป้องกันการเกิดโรคต่อกระจก. อันที่จริงสตรอเบอร์รี่มีประโยชน์ต่างๆมากมาย ที่เราไม่สามารถบรรยายได้หมดในปัจจุบันสตรอเบอร์รี่ยังถือว่าเป็นผลไม้ที่มีราคาแพงเป็นผลไม้ที่ออกตามฤดูกาลซึ่งจะปลูกกันมากในภาคเหนือและมักจะออกผลฤดูหนาว  อย่างไรก็ดีเราควรหาสตรอเบอร์รี่มาทานอยู่เป็นประจำเพราะสตรอเบอร์รี่มีประโยชน์ต่อการยับยั้งการเกิดโรคไม่ว่าจะเป็นโรคข้ออักเสบโรคเก่าโรคตับอักเสบโรคปัสสาวะอักเสบโรคนิ่วในไตโรคเหน็บชา หรือแม้แต่ปัญหาโรคเกี่ยวกับช่องปากการเจ็บคออย่างนี้แผลในปากการรับประทานสตรอเบอร์รี่จะสามารถช่วยได้แล้ว

 

 

สนับสนุนโดย  relx pod น้ำยา

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

      หลายคนคงเคยได้ยินโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือบางคนอาจจะเคยเป็นมาแล้ว สำหรับโรคชนิดนี้จะมีผลมาจากความผิดปกติของหูชั้นใน ผู้ที่ป่วยเป็นโรคชนิดนี้จะมีอาการเวียนหัวและรู้สึกว่าบ้านหมุน เนื่องจากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับข้างในหู จึงส่งผลผลต่อการได้ยินและการทรงตัวโดยเฉพาะ และสำหรับกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้มากที่สุดคือกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี – 60 ปี ซึ่งหากเป็นโรคนี้แล้วมีการรักษาที่ถูกวิธีการสามารถทำให้อาการดีขึ้นได้ 

        สำหรับคนที่เป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั้นมักจะเป็นกับหูข้างใดข้างหนึ่ง ในระยะเริ่มแรกจะเป็นไม่นานเพียงนั่งพักอาการก็จะดีขั้น แต่อาการเริ่มแรกเป็นเพียงแค่อาการเตือนเท่านั้นหากไม่รีบรักษาก็จะมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ เราสามารถแบ่งระยะของโรคได้ 3 ระดับคือ

  1. ระยะที่หนึ่ง ระยะนี้จะมีอาการ หูอื้อ เวียนหัว คลื่นไส้แบบไม่ทันตั้งตัว คืออยู่ๆก็เป็น แต่จะเป็นเพียงแค่ระยะสั้นๆ ไม่เกิน 2-3 ชั่วโมงอาการก็จะดีขึ้น
  2. ระยะที่สอง สำหรับระยะนี้อาจยังมีอาการเวียนหัวเล็กน้อย แต่อาการหูอื้อจะเริ่มเป็นมากขึ้น รวมถึงจะเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน โดยจะเริ่มได้ยินเสียงไม่ค่อยชัด จะได้ยินเสียงเบาลง  ซึ่งระยะนี้จะเริ่มมีปัญหาเรื่องของการทรงตัว เพราะจะเริ่มรู้สึกว่าบ้านหมุน 
  3. ระยะที่สาม ระยะนี้อาการหูอื้อและปัญหาการได้ยินจะยิ่งแย่กว่าระยะที่สอง รวมถึงยังมีปัญหาเรื่องการทรงตัวรวมอยู่ด้วย จะเริ่มเดินไม่ค่อยได้ ยิ่งเฉพาะในเวลาที่อยู่ในที่มืด 

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เราเกิดเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั้น มักมีมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่นเกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้  การติดเชื้อไวรัส การเกิดอุบัติเหตุที่หัว หรือการระบายของเหลวในหูมีความผิดปกติ รวมถึงการติดต่อกันทางพันธุกรรมก็สามารถทำให้เกิดโรคน้ำในหูไม่เท่ากันได้  หากมีอาการดังข้างต้นควรรีบไปพบแพทย์

          สำหรับการรักษานั้น แพทย์จะวินิจฉัยว่าต้องรักษาอย่างไรตามระยะอาการ เช่น อาจเป็นการให้ทานยา  การรักษาด้วยการบำบัดรวมถึงการรักษาเรื่องของการทรงตัว บางรายจำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยฟัง เพื่อรักษาอาการไม่ได้ยินเสียงซึ่งการรักษาด้วยเครื่องช่วยฟัง ทางนักโสตวิทยาจะเป็นผู้วินิจฉัยให้ผู้ป่วยเองว่าต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง แบบไหน หรือบางครั้งอาจรักษาด้วยหารฉีดยา หรือการผ่าตัด

        สำหรับผู้ป่วยที่มีการอาการน้ำในหูไม่เท่ากันควรดื่มน้ำมากๆให้พอกับที่ร่างกายต้องการคือวันละ 8 แก้ว และไม่ควรกินอาหารที่ใส่เกลือ ใส่ผงชูรส ไม่ควรดื่ม ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พยายามไม่ให้เครียด ไม่สูบบุหรี่

6 เรื่องเกี่ยวกับ “การคุมกำเนิด” ที่ไม่ถูกต้อง

6 เรื่องเกี่ยวกับ “การคุมกำเนิด” ที่ไม่ถูกต้อง

1. หลั่งด้านนอก = ไม่ท้อง?
ความเชื่อที่ว่า แม้หลั่งน้ำอสุจิออกมานอกช่องคลอด ทำให้ฝ่ายหญิงไม่ตั้งท้อง เป็นความเชื่อที่ไม่ถูก ด้วยเหตุว่าถ้าหากหลั่งน้ำกามอยู่บริเวณรอบๆ ปากช่องคลอดที่มีเมือกใสๆอยู่ เมือกกลุ่มนี้บางทีอาจเป็นตัวพาเอาสเปิร์มกลับเข้าไปในมดลูกได้ โดยการหลั่งน้ำอสุจิด้านนอกนั้นโอกาสมีครรภ์มากถึง 20-30% อย่างยิ่งจริงๆ จัดว่าค่อนข้างจะสูง และไม่ชี้แนะเด็ดขาด

2. หน้า 7 หลัง 7 = ไม่ท้อง?
การนับวันก่อน-หลังมีรอบเดือน 7 วัน ที่ถือได้ว่าไม่มีอันตราย สามารถมีเซ็กส์ได้โดยไม่เกิดการตั้งท้องนั้น ก็เป็นแนวทางที่สูตินรีแพทย์ไม่ชี้แนะสิ่งเดียวกัน เพราะว่าแนวทางแบบนี้ถ้าเกิดจะมีผลให้เสร็จ 100% จริงๆจะต้องประกอบไปด้วยหลายแบบ อย่างเช่น รอบเดือนจำเป็นต้องมาตามเวลาอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน (ตรงตามวัน ตามเวลา) และเพศหญิงส่วนมากมักมีส่วนประกอบต่างๆ สำหรับในการใช้แนวทางแบบนี้เสร็จไม่ครบ เพราะว่าส่วนมากรอบเดือนของสตรีมักมีการเปลี่ยนนิดหน่อยในแต่ละเดือน บางรอบสั้น บางรอบยาว หรือบางเดือนที่มีความตึงเครียด หรือมีสาเหตุอื่นๆอาจจะทำให้ไข่ไม่ตก รอบเดือนไม่มาได้

3. ใส่ถุงยาง 2 ชั้น = ไม่ท้อง?
การใส่ถุงยาง 2 ชั้น มิได้ช่วยทำให้สามารถป้องการการรั่วซึมของน้ำเชื้อเข้าไปในมดลูกได้ดียิ่งไปกว่าเดิมเลย เพราะเหตุว่าการใส่ถุงยาง 2 ชั้น กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการเสียดสีกันระหว่างถุงยางอนามัยทั้งคู่ และทำให้ถุงยางมีการฉีกจนขาด แตกรั่วได้ง่ายดายเสียยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

4. พกถุงยางไว้ภายในรถยนต์ หรือกระเป๋าใส่เงิน = ใช้ได้ ไม่ท้อง?
การเก็บถุงยางเอาไว้กับตัว หรือไว้ในที่ที่ถือได้พกได้สบาย นับว่าเป็นเรื่องดี แต่ว่าการเก็บถุงยางไว้ภายในลิ้นชักในรถยนต์ หรือในกระเป๋าใส่สตางค์ เป็นที่ที่มีอากาศร้อน หรืออับ ซึ่งทำให้ถุงยางสลายตัว ฉีกขาดได้ง่ายดายกว่าเดิม ก็เลยเสนอแนะให้เก็บถุงยางเอาไว้ภายในที่ที่แสงตะวันส่องไม่ หากสามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างเช่น ในตู้ หรือกล่องต่างๆ ในบ้าน (ที่แดดส่องไม่ถึง) ฯลฯ

5. ถุงยางแบบไหนก็ได้ = ไม่ท้อง?
เพศชายคนจำนวนไม่น้อยบางครั้งอาจจะเลือกใช้ถุงยางตามอรรถรส อย่างเช่น รูป รส กลิ่น สี ผิวต่างๆ แม้กระนั้นการเลือกถุงยางที่ช่วยคุ้มครองป้องกันการมีครรภ์ได้ ต้องเลือกขนาดที่เหมาะ แม้เลือกถุงยางอนามัยที่มีขนาดใหญ่ไป หละหลวมไป ช่องทางที่ถุงยางอนามัยจะหลุดขณะมีเซ็กส์จนกระทั่งน้ำเชื้อหลุดไปในมดลูกบางทีอาจเกิดขึ้นได้ แต่ว่าถ้าหากใช้ถุงยางอนามัยที่เล็ก หรือคับเหลือเกิน ก็อาจส่งผลให้มีการเสียดสีมากกระทั่งทำให้ถุงยางอนามัยฉีกขาดได้ง่ายด้วยเหมือนกัน

ในไทยจะมีถุงยาง 2 ขนาด คือ 49 และ 52 ซม.

6. สวนล้างช่องคลอดหลังการมีเซ็กส์ = ไม่ท้อง?
เมื่อน้ำอสุจิเข้าไปในมดลูก น้ำเชื้อเล็กน้อยบางทีอาจเข้าไปถึงด้านในมดลูกแล้ว นอกจากนั้นการล้างช่องคลอดยังเพิ่มการเสี่ยงอันตรายอื่นๆ ดังเช่น การได้รับเชื้อราข้างในช่องคลอด หรืออุ้งเชิงกราน หรือมีตกขาวไม่ดีเหมือนปกติได้

อย่างไรก็แล้วแต่ ควรจะล้างชำระล้างอวัยวะเพศหลังมีเซ็กส์ เพื่อลดการเสี่ยงของการสะสมจนกระทั่งมีการอักเสบติดเชื้อโรคได้ โดยล้างเฉพาะด้านนอกด้วยน้ำที่สะอาด หรือสินค้าสำหรับล้างจุดปกปิดโดยยิ่งไปกว่านั้น และซึมซับให้แห้ง แล้วก็ควรจะปัสสาวะหลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจทุกครั้ง เพื่อลดการเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ขี้หูอุตัน

        สภาวะขี้หูอุดตันนั้นเกิดมาจากการที่เรามีขี้หูมากเกินไปแล้วไม่ได้นำเอาออกมา โดยปกติระบบภายในหูจะมีกลไกการทำงานด้วยการขับขี้หูออกมาให้เราเอง แต่หากมีการผลิตมากเกินไปอาจมีการระบายขี้หูออกมาไม่ทันจึงเกิดการสะสมที่บริเวณหูชั้นนอก และขี้หูเกิดการแห้งและแข็งจึงส่งผลให้มีการอุดตันของขี้หูได้

          เมื่อไหร่ก็ตามที่หูของเรามีขี้หูมาอุดตัน สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ การรู้สึกแน่นๆอื้อๆภายในหู  การได้ยินเสียงจะลดลงหรือบางครั้งรู้สึกเหมือนมีเสียงอยู่ภายในหู มีอากาคันในช่องหูบางครั้งอาจมีน้ำเหลวๆออกมาจากหู หรือมีกลิ่นเหม็นออกมา รวมถึงจะมีอาการปวดหู และเวียนหัวตามมาด้วย บางครั้งอาการเหล่านี้อาจเกิดมาจากสาเหตุอื่นๆก็ได้เช่นกัน ดังนั้น เราจึงควรไปให้แพทย์ตรวจและรักษา และหากเราพบว่าเรามีปัญหาขี้หูเยอะ เราไม่ควรที่จะหาอะไรมาแคะด้วยตนเอง

การนำขี้หูออกจากหูนั้นทำได้ด้วยการหยอดยาละลายขี้หูซึ่งขี้หูจะหลุดลอกออกมาเอง แต่หากมีอาการทั้งหูมีกลิ่น ไม่ค่อยได้ยินเสียงร่วมด้วย ควรไปหาแพทย์มากกว่าจะมาหายารักษาด้วยตนเองเพราะภายในหูเป็นอวัยวะที่บอบบาง ซึ่งหากเรารักษาแบบผิดวิธีจะส่งผลให้เราสูญเสียการได้ยินหรือเป็นโรคหูหนวกได้

             สำหรับขี้หูแล้วจะมีหน้าที่เอาไว้ดักจับสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาในรูหู เช่น ขี้ฝุ่นหรือแมลงต่างๆ ซึ่งความจริงแล้วเราไม่ต้องทำอะไรขี้หูก็จะหลุดร่วงมาเองตามธรรมชาติ แต่ถ้ามีการผลิตขี้หูมากเกินไปแล้วระบบจัดการภายในหูระบายขี้หูออกมาไม่ทันก็จะมีผลทำให้มีขี้หูมาอุดตันในรูหูได้เช่นกัน ซึ่งการตรวจว่าเรามีขี้หูอุดตันหรือไม่นั้น

แพทย์จะเป็นผู้ตรวจให้ด้วยการนำอุปกรณ์ส่องเข้าไปดูในหูของเรา หากพบว่ามีขี้หูอุดตัน แพทย์จะนำเครื่องมือมีคีบขี้หูออกให้หรืออาจจะใช้เครื่องดูดขี้หูออกมา หรือการใช้ไซริงค์ฉีดน้ำอุ่นเข้าไปล้างในหู หรือการใช้ยาหยอดหู เพื่อให้ขี้หูไหลออกมาเอง  

หากมีอาการขี้หูอุดตันไม่ควรปล่อยไว้นาน ควรรีบไปให้แพทย์เอาขี้หูออกให้เพราะหากทิ้งไว้จะส่งผลต่อระบบภายในหู อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อ หรือทำให้เราไม่ได้ยินเสียง บางครั้งเมื่อมีอาการคันมากๆเราอาจเผลอนำอะไรแหย่เข้าไปในหู ซึ่งหากไปโดยแก้วหู อาจทำให้เกิดการฉีกขาดแล้วทำให้เป็นโรคหูหนวกได้ และนั้นเราจะต้องพึ่งพา เครื่องช่วยฟัง ตลอดไป 

อาการของโรคลำไส้ส่วนปลายอักเสบ

โรคลำไส้ส่วนปลายอักเสบมักเกิดจากการได้รับสารพิษหรือติดเชื้อที่บริเวณเยื่อหุ้มลำไส้ อย่างไรก็ตามอาการของโรคลำไส้อักเสบสามารถจำแนกได้เป็น 2 แบบ คือ แบบเรื้อรัง และเฉียบพลัน โดยมีลักษณะอาการที่แตกต่างกันบ้าง

อาการของโรคลำไส้ส่วนปลายอักเสบ

1. หากเป็นโรคลำไส้อักเสบฉับพลัน จะมีอาการดังนี้
• มีการถ่ายแบบผิดปกติ โดยถ่ายเหลวเป็นน้ำ แต่ทั้งนี้จะไม่มีเลือดปน

• ปวดมวนท้องแบบเฉียบพลัน

• มีอากรปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน

• มีไข้อ่อนๆ

• ปวดกล้ามเนื้อ หรือตึงที่ข้อ

• อ่อนเพลียจากการสูญเสียน้ำ เนื่องจากการถ่ายเป็นน้ำ

• อาจเสี่ยงภาวะขาดน้ำได้
จากอาการต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมด มักจะเกิดขึ้นฉับพลันภายในไม่กี่ชั่วโมง

2. อาการของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง มักมีอาการเกิดขึ้นแบบติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นต่อเนื่องถึง 1 สัปดาห์
• ท้องร่วง ถ่ายเหลว มักมีเลือดปนด้วย

• ท้องเสียนานติดต่อกันหลายวัน หรือเป็นสัปดาห์

• ปวดบีบที่ท้อง ปวดบิด

• มีไข้

• อ่อนเพลียจากการถ่าย

• น้ำหนักลด เนื่องจากมีอาการถ่ายติดต่อกันเป็นเวลานาน

วิธีดูแลตับและเคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง

อาหารที่ช่วยรักษาโรคตับอักเสบ

ตับอักเสบอาจเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดใดชนิดหนึ่งโดยแบ่งอาการเป็น 2 ชนิดคือ ไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี ความอันตรายของทั้งสองโรคนี้หากเป็นแล้วต้องรีบเข้าการรักษาทันที ไม่เช่นนั้นอาจจะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้ และวันนี้เรามี เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง อีกด้วยนะ

ผู้ป่วยตับอักเสบเกิดจากเชื้อไวรัส ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการฟื้นฟูเซลล์ของตับให้เร็วยิ่งขึ้น ต้องรับประทานอาหารให้เพียงพอ และมีปริมาณที่เหมาะสม

พลังงาน

การนอนถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทุกครั้งที่ร่างกายได้รับการพักผ่อน ก็จะมีการสร้างเซลล์ต่าง ๆ การทำงานของอวัยวะภายในจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทั้งยังช่วยซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอของร่างกายโดนนำพลังงาน สารอาหารต่าง ๆผ่านทางเส้นเลือดดำ ดังนั้น ร่างกายควรได้รับการพักผ่อนต่อวันไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมงและต้องหลับให้สนิท

โปรตีน

หากได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะขาดแรง ไม่มีสารอาหารไปซ่อมแซมส่วนที่สคึกหรอในร่างกาย ทำให้การฟื้นฟูเซลล์นั้นไม่มีประสิทธิภาพ เพราะผู้ป่วยตับอักเสบนั้นจะมีการเสื่อมสลายของโปรตีนเร็วกว่าคนปกติทั่วไป ดังนั้นควรรับประทานอาหารประเภท เนื้อ นม ไข่ หรืออาหารที่มีโปรตีนเยอะๆ เพื่อให้โปรตีนเปลี่ยนเป็นไขมัน ถูกย่อยสลายเป็นโมเลกุลเล็ก ๆให้ร่างกายนำไปใช้

คาร์โบไฮเดรต

สิ่งสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายของเรามีแรงในการประกอบกิจกรรมในทุก ๆวันนั่นก็คือคาร์โบไฮเดรต โดยจะย่อยสลายและถูกเผาผลาญเป็นพลังงาน ส่งไปยังส่วนต่าง ๆ  อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย

ไขมัน

ควรได้รับในปริมาณที่พอดี ไม่มากเกินไป จะช่วยให้อาหารมีรสชาติที่ดี น่ารับประทานยิ่งขึ้น เราควรได้รับไขมัน 25-40 เปอร์เซนต์จากการรับประทานอาหาร หรือในแต่ละวันประมาณ 80-100 กรัมนั่นเอง

การดื่มน้ำ

การดื่มน้ำ เราอาจจะเคยได้ยินมาบ่อย ๆ ว่าควรดื่มน้ำให้ได้อย่างต่ำ 8 แกว้หรือประมาณ 3000 ซี ซี เพราะน้ำจะช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น และยังสามารถเจือจางสารพิษ รวมไปถึงทำให้อยากอาหารมาก น้ำจะช่วยทำให้ร่างกายของเรา รวมไปถึงสุขภาพผิวพรรณและอวัยวะอื่น ๆสดชื่น ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ได้เต็มประสิทธิภาพ

 

หลีกเลี่ยงการกระตุ้นไมเกรน หลีกเลี่ยงการกิน….

ในอาหารและเครื่องดื่มมักมีสารที่สามารถกระตุ้นอาการปวดศีรษะได้ โดยเฉพาะการกระตุ้นที่บริเวณเส้นเลือดของเยื่อหุ้มสมองส่วนนอก หรือเส้นประสาทคู่ที่ 5 ส่วนปลาย ทั้งนี้สารที่อยู่ในอาหารและเครื่องดื่มบางชนิดอาจจะซึมผ่านเข้าไปออกฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้โดยตรง

ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรน ควรที่จะรับประทานอาหารให้ตรงเวลา หากปล่อยให้ตนเองอดอาหารจะเป็นการไปกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ โดยมีการศึกษาการอดอาหารในผู้ป่วยไมเกรน พบว่าการอดอหารจะเป็นตัวกระตุ้นไมเกรนได้ถึงร้อยละ 40-57

สำหรับผู้ที่ไม่อยากให้ไมเกรนแผลงฤทธิ์ การหลีกเลี่ยงอาหารที่จะไปกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งนี้จึงควรที่จะรู้จักอาหารที่อาจไปกระตุ้นอาการปวดไมเกรน อาหารที่พบว่าเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะในผู้ป่วยไมเกรน เช่น แอลกอฮอล์ (29-35 เปอร์เซ็นต์) คาเฟอีน (14 เปอร์เซ็นต์) ชีส (9-18 เปอร์เซ็นต์) ผงชูรส (12 เปอร์เซ็นต์) เป็นต้น

1. สารไทรามีน

พบได้ในธรรมชาติมีอยู่ในอาหาร เช่น เนยแข็งที่บ่ม ปลารมควัน เนื้อสัตว์ที่ผ่านกรรมวิธียืดอายุ ของหมักดอง อาหารที่มีส่วนประกอบของยีสต์ เบียร์ เป็นต้น สำหรับผู้ที่มีอาการไมเกรนและมีความไวต่อสารไทรามีน เมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้เข้าไปจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง

2. สารแอสปาแตม

เป็นสารให้ความหวานซึ่งหวานกว่าน้ำตาลปกติ 180-200 เท่า ปัจจุบันยังไม่มีการรับรองว่าสารแอสปาเตมเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ไมเกรน แต่ก็พบว่าในผู้ป่วยบางรายมีอาการปวดศีรษะหลังรับประทานสารตัวนี้

3. ผงชูรส

เป็นสารปรุงแต่งรสชาติอาหาร มักถูกใช้สำหรับปรุงรสชาติอาหารให้อร่อย ทั้งในกระบวนการผลิตอาหารกระป๋อง และอาหารพร้อมรับประทาน โดยผงชูรสอาจไปกระตุ้นให้มีการหลั่งสารสื่อประสาทบางชนิดออกมา หรือกระตุ้นให้เซลล์ของผนังหลอดเลือดหลั่งสารไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัว นำไปสู่อาการปวดศีรษะในที่สุด

4. ไนเตรต และไนไตรท์

นิยมใช้การถนอมอาหารกันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นสารกันบูดที่ใช้ในการถนอมอาหาร อาหารหมักดอง หรืออาหารรมควัน เช่น ไส้กรอก เนื้อรมควัน หรือปลารมควัน

5. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้ป่วยควรระวัง เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้บ่อย โดยเฉพาะในไวน์แดง ทำให้มีอาการปวดศีรษะภายใน 3 ชั่วโมงหลังจากดื่ม หรือเกิดตามมาในช่วงท้ายก็ได้

6. คาเฟอีน

พบได้ในกาแฟ ชา โซดา และช็อกโกแลต ซึ่งรวมถึงยาแก้ปวดศีรษะที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนจะมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางขึ้นกับขนาดที่รับประทานเข้าไป  คาเฟอีนหากรับเข้าไปในร่างกายมากว่า 300 มิลลิกรัมจะทำให้เกิดอาการวิตกกังวล กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หงุดหงิด คาเฟอีนและกระตุ้นให้ปวดศีรษะและยังสามารถช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ ขึ้นอยู่กับขนาดและความถี่ของการใช้

“ดีท็อกซ์ลำไส้” กับความเข้าใจผิดๆ

การทำดีท็อกซ์ ด้วยการถ่ายอุจจาระ ทำให้รู้สึกตัวเบา แต่การขับถ่ายมีเพียงอุจจาระและน้ำเท่านั้น ร่างกายไม่ได้เผาผลาญไขมันส่วนเกินออกไป
การดื่มน้ำหมักมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคและแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ง่าย ส่งผลให้ท้องเสีย หรือมีผลต่อระบบทางเดินอาหารในระยะยาวได้
การทำดีท็อกซ์ด้วยยาระบายไม่สามารถชะล้างสารพิษหรือคราบตะกรันที่สะสมตามผนังลำไส้ ในกรณีที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์

ปัจจุบันการแชร์และส่งต่อข่าวสารสุขภาพเกิดขึ้นมากมายทุกวัน หลายเรื่องเป็นความจริงที่ผ่านการวิจัย พิสูจน์และรับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ แต่หลายครั้ง ข่าวสารกลับเผยแพร่อย่างบิดเบือนจนน่าตกใจ

เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้ามคือความเข้าใจผิดของการดีท็อกซ์ลำไส้ ทั้งเครื่องดื่มดีท็อกซ์สำเร็จรูป สูตรดีท็อกซ์ธรรมชาติ และการสวนดีท็อกซ์อีกหลายรูปแบบ มาดูกันว่า 5 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการดีท็อกซ์ลำไส้ มีอะไรกันบ้าง

ดีท็อกซ์ช่วยลดไขมัน
หลายสูตรหลายวิธีเน้นการทำดีท็อกซ์ด้วยการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย โดยเฉพาะการถ่ายอุจจาระ ซึ่งอาจทำให้รู้สึกตัวเบา แต่ในความจริงแล้ว การขับถ่ายมีเพียงอุจจาระและน้ำเท่านั้น แต่ร่างกายไม่ได้เผาผลาญไขมันส่วนเกินออกไปเลย บางกรณีผู้ขับถ่ายอาจเสียเกลือแร่และวิตามินจากการขับถ่ายจำนวนมากจนเกิดปัญหาสุขภาพตามมา

เครื่องดื่มยอดฮิตคือทางลัดของการทำดีท็อกซ์
สุขภาพดีไม่มีทางลัด การทำดีท็อกซ์ก็เช่นกัน การซื้ออาหารเสริมหรือเครื่องดื่มดีท็อกซ์ที่ขายตามท้องตลาดหรือในโลกออนไลน์ ควรอ่านข้อมูลให้ครบ ดูส่วนผสม และดูว่ามีอย.หรือไม่ ทางที่ดีไม่ควรซื้อหามารับประทานเอง โดยไม่ได้ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์อย่างเด็ดขาด

น้ำหมักช่วยขับของเสีย
การนำผักและผลไม้มาหมักเพื่อให้เกิดน้ำหมักใช้ดื่มเพื่อล้างพิษ อาจเสี่ยงสารพิษตกค้างในกรณีที่ล้างทำความสะอาดไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะเมื่อนำไปหมักด้วยวิธีต่างๆ ที่ไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงต่อการปนเปื้อนระหว่างการหมัก ทั้งจากภาชนะและวัตถุดิบ รวมถึงมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคและแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ง่าย ส่งผลให้ท้องเสีย หรือมีผลต่อระบบทางเดินอาหารในระยะยาวได้

ยาระบาย ทดแทนดีท็อกซ์
ยาระบาย มีฤทธิ์ช่วยดึงน้ำออกจากผนังลำไส้ ส่งผลให้เนื้ออุจจาระนิ่มและขับถ่ายออกได้ง่าย โดยที่ยาระบายไม่สามารถชะล้างสารพิษหรือคราบตะกรันที่สะสมตามผนังลำไส้ ในกรณีที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์

ดีท็อกซ์เองที่บ้านก็ได้
การสวนลำไส้เองที่บ้านอาจเสี่ยงต่อเชื้อโรคและสิ่งปนเปื้อน เสี่ยงต่อความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำดีท้อกซ์

ตามธรรมชาติ ร่างกายมนุษย์มีกลไกกำจัดสารพิษโดยผ่านการทำลายที่ตับและการขับออกที่ไต ดังนั้นการดีท็อกซ์ล้างลำไส้จึงไม่มีความจำเป็น ทั้งนี้หากอาหารที่รับประทานเข้าไปมีสารพิษปนเปื้อนร่างกายจะดูดซึมไปยังลำไส้เล็กพร้อมกับสารอาหารและวิตามินอื่นๆ ส่วนที่ตกค้างในลำไส้ใหญ่เป็นเพียงกากอาหารที่ไม่ถูกย่อยหรือดูดซึมแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากกลัวว่าร่างกายจะมีสารพิษตกค้าง ควรเริ่มใส่ใจการลดสารพิษตั้งแต่ต้นทาง โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไขมันต่ำ และลดการนำสารพิษเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารปนเปื้อน หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารปิ้งย่าง และอาหารทอด โดยเฉพาะอาหารที่ทอดด้วยน้ำมันใช้ซ้ำหลายๆ ครั้ง

น้ำในหูไม่เท่ากัน รับมืออย่างไร

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
คราวก่อนเราได้พูดกันถึงสาเหตุของอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่พบได้บ่อยมาก คือภาวะหินปูนหลุดในหูชั้นในไปแล้วถ้าจำกันได้วันนี้เราจะพูดคุยกันถึงโรคที่หลายคนคุ้นเคยแต่ไม่รู้จักจริงๆ คือโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease)

ผู้ป่วยที่เป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันจะมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน หูอื้อมีเสียงดังในหู(Tinnitus) อาการเวียนศีรษะจะเป็นๆ หายๆโดยมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนแต่ละครั้งนานมากกว่า 20 นาทีเป็นยังไงครับ!!พอเราพูดถึงอาการที่ควรจะเป็นของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันแล้วหลายคนจะรู้สึกว่าไม่ค่อยตรงกับอาการของตัวเองซักเท่าไหร่ใช่ไหมครับ… อาการที่ผมได้บรรยายถึงโรคน้ำในหูไม่เท่ากันข้างต้นเป็นกลุ่มอาการที่จำเพาะ (Specific Character) ของโรคซึ่งการวินิจฉัยจะต้องตรวจพบอาการทุกอย่างที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว

ในโรงพยาบาลกรุงเทพนอกจากประวัติและการตรวจร่างกายเบื้องต้นของผู้ป่วยแผนกหู คอจมูกยังมีเครื่องมือตรวจพิเศษเพื่อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคน้ำในหูไม่เท่ากันออกจากโรคอื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวได้แก่

  • เครื่องตรวจการได้ยิน (Audiometry)
  • เครื่องตรวจวิเคราะห์การทำงานของระบบประสาทการทรงตัว (Posturography)
  • เครื่องตรวจความต่างศักย์ไฟฟ้าในหูชั้นใน (Eco-G)
  • เครื่องมือตรวจวิเคราะห์การทำงานของหูชั้นใน (Video Electronystagmagraphy)

ซึ่งเครื่องมือต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้การตรวจวินิจฉัยโรคของหูชั้นในมีความถูกต้องแม่นยำโดยไม่ต้องเสียเวลาไปพบแพทย์หลายๆ โรงพยาบาลเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องยังมีโรคที่เกี่ยวข้องกับอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่พบได้บ่อยอีกซึ่งเราจะพูดถึงในคราวหน้าครับ

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่มวิ่ง เพื่อลดอาการบาดเจ็บ

หลายคนมองว่า วิ่ง เป็นเรื่องง่าย ๆ จึงออกไปวิ่งโดยไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อม ผลคือ ทำให้ เจ็บ และไม่อยากกลับไปวิ่งอีก ความจริงแล้วการวิ่งก็เหมือนกีฬาอื่นๆ ที่จะต้องรู้กฎพื้นฐานและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อจะได้ออกไปสนุกกับการวิ่งอย่างไม่รู้เบื่อ

วิ่งยังไงไม่ให้เจ็บ

1. อุ่นเครื่อง เป็นการให้เวลาหัวใจและหลอดเลือด ให้ค่อยๆ เพิ่มการเต้น เพิ่มการเปิดขยาย ให้มีการถ่ายเทเลือดได้สะดวก อุณหภูมิร่างกายค่อยๆ เพิ่ม เป็นผลให้กล้ามเนื้ออ่อนตัว มีความยืดหยุ่น ไม่ฉีกขาด และบาดเจ็บได้ง่าย ทำได้ด้วยการวิ่งเหยาะๆ ช้าๆ หรือเดินก่อนออกวิ่ง

2. ยืดเหยียดร่างกาย เป็นการทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ป้องกันการบาดเจ็บ เพิ่มองศา การเคลื่อนไหว และความคล่องในการเคลื่อนไหว กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ค่อย ๆ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อทีละส่วน ตั้งแต่คอ ไหล่ เอว เข่า น่อง เท้า

3. กลับสู่โหมดปกติ จะช่วยให้กล้ามเนื้อคืนสู่สภาวะปกติ ทำวิธีเดียวกับการอบอุ่นร่างกายและยืดเหยียดเมื่อวิ่งจบ เพื่อให้กล้ามเนื้อระบายกรดแลคตริก ลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ เพิ่มการไหลเวียนเลือดจากกล้ามเนื้อกลับสู่หัวใจ

4. กินดี พักพอ เป็นวิธีไม่ทำให้เจ็บ เพราะร่างกายต้องการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม และต้องการสารอาหารที่เพียงพอ หลังออกกำลังกายควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ไขมันต่ำ เช่น ขนมปัง น้ำผลไม้ กล้วย เป็นต้น จะทำให้กลับมาวิ่งใหม่อีกครั้งอย่างสดชื่น

5. เตรียมอุปกรณ์ โดยเฉพาะรองเท้า อย่าดูเพียงเรื่องราคาหรือแฟชั่น เพราะของแพงไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป รองเท้าที่ดีคือรองเท้าที่เข้ากับลักษณะเท้า อาจต้องคำนึงถึงเรื่องน้ำหนักตัวประกอบในการเลือกรองเท้าด้วย และเลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีหากวิ่งทางไกล หรือที่อากาศร้อน