ผู้เขียน: admin

วิธีดูแลตับและเคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง

อาหารที่ช่วยรักษาโรคตับอักเสบ

ตับอักเสบอาจเกิดจากเชื้อไวรัสชนิดใดชนิดหนึ่งโดยแบ่งอาการเป็น 2 ชนิดคือ ไวรัสตับอักเสบบี และไวรัสตับอักเสบซี ความอันตรายของทั้งสองโรคนี้หากเป็นแล้วต้องรีบเข้าการรักษาทันที ไม่เช่นนั้นอาจจะเสี่ยงอันตรายถึงชีวิตได้ และวันนี้เรามี เคล็ดลับดูแลตับให้แข็งแรง อีกด้วยนะ

ผู้ป่วยตับอักเสบเกิดจากเชื้อไวรัส ดังนั้นสิ่งสำคัญที่ช่วยในการฟื้นฟูเซลล์ของตับให้เร็วยิ่งขึ้น ต้องรับประทานอาหารให้เพียงพอ และมีปริมาณที่เหมาะสม

พลังงาน

การนอนถือเป็นสิ่งสำคัญ เพราะทุกครั้งที่ร่างกายได้รับการพักผ่อน ก็จะมีการสร้างเซลล์ต่าง ๆ การทำงานของอวัยวะภายในจะสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทั้งยังช่วยซ่อมแซม ส่วนที่สึกหรอของร่างกายโดนนำพลังงาน สารอาหารต่าง ๆผ่านทางเส้นเลือดดำ ดังนั้น ร่างกายควรได้รับการพักผ่อนต่อวันไม่น้อยกว่า 8 ชั่วโมงและต้องหลับให้สนิท

โปรตีน

หากได้รับโปรตีนไม่เพียงพอ ร่างกายก็จะขาดแรง ไม่มีสารอาหารไปซ่อมแซมส่วนที่สคึกหรอในร่างกาย ทำให้การฟื้นฟูเซลล์นั้นไม่มีประสิทธิภาพ เพราะผู้ป่วยตับอักเสบนั้นจะมีการเสื่อมสลายของโปรตีนเร็วกว่าคนปกติทั่วไป ดังนั้นควรรับประทานอาหารประเภท เนื้อ นม ไข่ หรืออาหารที่มีโปรตีนเยอะๆ เพื่อให้โปรตีนเปลี่ยนเป็นไขมัน ถูกย่อยสลายเป็นโมเลกุลเล็ก ๆให้ร่างกายนำไปใช้

คาร์โบไฮเดรต

สิ่งสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายของเรามีแรงในการประกอบกิจกรรมในทุก ๆวันนั่นก็คือคาร์โบไฮเดรต โดยจะย่อยสลายและถูกเผาผลาญเป็นพลังงาน ส่งไปยังส่วนต่าง ๆ  อวัยวะต่าง ๆ ภายในร่างกาย

ไขมัน

ควรได้รับในปริมาณที่พอดี ไม่มากเกินไป จะช่วยให้อาหารมีรสชาติที่ดี น่ารับประทานยิ่งขึ้น เราควรได้รับไขมัน 25-40 เปอร์เซนต์จากการรับประทานอาหาร หรือในแต่ละวันประมาณ 80-100 กรัมนั่นเอง

การดื่มน้ำ

การดื่มน้ำ เราอาจจะเคยได้ยินมาบ่อย ๆ ว่าควรดื่มน้ำให้ได้อย่างต่ำ 8 แกว้หรือประมาณ 3000 ซี ซี เพราะน้ำจะช่วยทำให้ร่างกายสดชื่น และยังสามารถเจือจางสารพิษ รวมไปถึงทำให้อยากอาหารมาก น้ำจะช่วยทำให้ร่างกายของเรา รวมไปถึงสุขภาพผิวพรรณและอวัยวะอื่น ๆสดชื่น ประกอบกิจกรรมต่าง ๆ ได้เต็มประสิทธิภาพ

 

หลีกเลี่ยงการกระตุ้นไมเกรน หลีกเลี่ยงการกิน….

ในอาหารและเครื่องดื่มมักมีสารที่สามารถกระตุ้นอาการปวดศีรษะได้ โดยเฉพาะการกระตุ้นที่บริเวณเส้นเลือดของเยื่อหุ้มสมองส่วนนอก หรือเส้นประสาทคู่ที่ 5 ส่วนปลาย ทั้งนี้สารที่อยู่ในอาหารและเครื่องดื่มบางชนิดอาจจะซึมผ่านเข้าไปออกฤทธิ์กระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะได้โดยตรง

ผู้ที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรน ควรที่จะรับประทานอาหารให้ตรงเวลา หากปล่อยให้ตนเองอดอาหารจะเป็นการไปกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะ โดยมีการศึกษาการอดอาหารในผู้ป่วยไมเกรน พบว่าการอดอหารจะเป็นตัวกระตุ้นไมเกรนได้ถึงร้อยละ 40-57

สำหรับผู้ที่ไม่อยากให้ไมเกรนแผลงฤทธิ์ การหลีกเลี่ยงอาหารที่จะไปกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะนั้นเป็นเรื่องที่สำคัญมาก ทั้งนี้จึงควรที่จะรู้จักอาหารที่อาจไปกระตุ้นอาการปวดไมเกรน อาหารที่พบว่าเป็นสาเหตุกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะในผู้ป่วยไมเกรน เช่น แอลกอฮอล์ (29-35 เปอร์เซ็นต์) คาเฟอีน (14 เปอร์เซ็นต์) ชีส (9-18 เปอร์เซ็นต์) ผงชูรส (12 เปอร์เซ็นต์) เป็นต้น

1. สารไทรามีน

พบได้ในธรรมชาติมีอยู่ในอาหาร เช่น เนยแข็งที่บ่ม ปลารมควัน เนื้อสัตว์ที่ผ่านกรรมวิธียืดอายุ ของหมักดอง อาหารที่มีส่วนประกอบของยีสต์ เบียร์ เป็นต้น สำหรับผู้ที่มีอาการไมเกรนและมีความไวต่อสารไทรามีน เมื่อรับประทานอาหารเหล่านี้เข้าไปจะทำให้เกิดอาการปวดศีรษะอย่างรุนแรง

2. สารแอสปาแตม

เป็นสารให้ความหวานซึ่งหวานกว่าน้ำตาลปกติ 180-200 เท่า ปัจจุบันยังไม่มีการรับรองว่าสารแอสปาเตมเป็นสารที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ ไมเกรน แต่ก็พบว่าในผู้ป่วยบางรายมีอาการปวดศีรษะหลังรับประทานสารตัวนี้

3. ผงชูรส

เป็นสารปรุงแต่งรสชาติอาหาร มักถูกใช้สำหรับปรุงรสชาติอาหารให้อร่อย ทั้งในกระบวนการผลิตอาหารกระป๋อง และอาหารพร้อมรับประทาน โดยผงชูรสอาจไปกระตุ้นให้มีการหลั่งสารสื่อประสาทบางชนิดออกมา หรือกระตุ้นให้เซลล์ของผนังหลอดเลือดหลั่งสารไนตริกออกไซด์ ซึ่งเป็นสารที่ทำให้หลอดเลือดเกิดการขยายตัว นำไปสู่อาการปวดศีรษะในที่สุด

4. ไนเตรต และไนไตรท์

นิยมใช้การถนอมอาหารกันอย่างแพร่หลาย ไม่ว่าจะเป็นสารกันบูดที่ใช้ในการถนอมอาหาร อาหารหมักดอง หรืออาหารรมควัน เช่น ไส้กรอก เนื้อรมควัน หรือปลารมควัน

5. เครื่องดื่มแอลกอฮอล์

แอลกอฮอล์เป็นเรื่องใกล้ตัวที่ผู้ป่วยควรระวัง เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดศีรษะไมเกรนได้บ่อย โดยเฉพาะในไวน์แดง ทำให้มีอาการปวดศีรษะภายใน 3 ชั่วโมงหลังจากดื่ม หรือเกิดตามมาในช่วงท้ายก็ได้

6. คาเฟอีน

พบได้ในกาแฟ ชา โซดา และช็อกโกแลต ซึ่งรวมถึงยาแก้ปวดศีรษะที่มีส่วนผสมของคาเฟอีนจะมีผลต่อระบบประสาทส่วนกลางขึ้นกับขนาดที่รับประทานเข้าไป  คาเฟอีนหากรับเข้าไปในร่างกายมากว่า 300 มิลลิกรัมจะทำให้เกิดอาการวิตกกังวล กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หงุดหงิด คาเฟอีนและกระตุ้นให้ปวดศีรษะและยังสามารถช่วยลดอาการปวดศีรษะได้ ขึ้นอยู่กับขนาดและความถี่ของการใช้

“ดีท็อกซ์ลำไส้” กับความเข้าใจผิดๆ

การทำดีท็อกซ์ ด้วยการถ่ายอุจจาระ ทำให้รู้สึกตัวเบา แต่การขับถ่ายมีเพียงอุจจาระและน้ำเท่านั้น ร่างกายไม่ได้เผาผลาญไขมันส่วนเกินออกไป
การดื่มน้ำหมักมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคและแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ง่าย ส่งผลให้ท้องเสีย หรือมีผลต่อระบบทางเดินอาหารในระยะยาวได้
การทำดีท็อกซ์ด้วยยาระบายไม่สามารถชะล้างสารพิษหรือคราบตะกรันที่สะสมตามผนังลำไส้ ในกรณีที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์

ปัจจุบันการแชร์และส่งต่อข่าวสารสุขภาพเกิดขึ้นมากมายทุกวัน หลายเรื่องเป็นความจริงที่ผ่านการวิจัย พิสูจน์และรับรองจากสถาบันที่เชื่อถือได้ แต่หลายครั้ง ข่าวสารกลับเผยแพร่อย่างบิดเบือนจนน่าตกใจ

เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้ามคือความเข้าใจผิดของการดีท็อกซ์ลำไส้ ทั้งเครื่องดื่มดีท็อกซ์สำเร็จรูป สูตรดีท็อกซ์ธรรมชาติ และการสวนดีท็อกซ์อีกหลายรูปแบบ มาดูกันว่า 5 ความเชื่อผิดๆ เกี่ยวกับการดีท็อกซ์ลำไส้ มีอะไรกันบ้าง

ดีท็อกซ์ช่วยลดไขมัน
หลายสูตรหลายวิธีเน้นการทำดีท็อกซ์ด้วยการขับถ่ายของเสียออกจากร่างกาย โดยเฉพาะการถ่ายอุจจาระ ซึ่งอาจทำให้รู้สึกตัวเบา แต่ในความจริงแล้ว การขับถ่ายมีเพียงอุจจาระและน้ำเท่านั้น แต่ร่างกายไม่ได้เผาผลาญไขมันส่วนเกินออกไปเลย บางกรณีผู้ขับถ่ายอาจเสียเกลือแร่และวิตามินจากการขับถ่ายจำนวนมากจนเกิดปัญหาสุขภาพตามมา

เครื่องดื่มยอดฮิตคือทางลัดของการทำดีท็อกซ์
สุขภาพดีไม่มีทางลัด การทำดีท็อกซ์ก็เช่นกัน การซื้ออาหารเสริมหรือเครื่องดื่มดีท็อกซ์ที่ขายตามท้องตลาดหรือในโลกออนไลน์ ควรอ่านข้อมูลให้ครบ ดูส่วนผสม และดูว่ามีอย.หรือไม่ ทางที่ดีไม่ควรซื้อหามารับประทานเอง โดยไม่ได้ปรึกษาเภสัชกรหรือแพทย์อย่างเด็ดขาด

น้ำหมักช่วยขับของเสีย
การนำผักและผลไม้มาหมักเพื่อให้เกิดน้ำหมักใช้ดื่มเพื่อล้างพิษ อาจเสี่ยงสารพิษตกค้างในกรณีที่ล้างทำความสะอาดไม่ทั่วถึง โดยเฉพาะเมื่อนำไปหมักด้วยวิธีต่างๆ ที่ไม่ได้มาตรฐาน เสี่ยงต่อการปนเปื้อนระหว่างการหมัก ทั้งจากภาชนะและวัตถุดิบ รวมถึงมีโอกาสปนเปื้อนเชื้อโรคและแบคทีเรียที่เป็นอันตรายต่อร่างกายได้ง่าย ส่งผลให้ท้องเสีย หรือมีผลต่อระบบทางเดินอาหารในระยะยาวได้

ยาระบาย ทดแทนดีท็อกซ์
ยาระบาย มีฤทธิ์ช่วยดึงน้ำออกจากผนังลำไส้ ส่งผลให้เนื้ออุจจาระนิ่มและขับถ่ายออกได้ง่าย โดยที่ยาระบายไม่สามารถชะล้างสารพิษหรือคราบตะกรันที่สะสมตามผนังลำไส้ ในกรณีที่มีอาการท้องผูกเรื้อรังควรปรึกษาแพทย์

ดีท็อกซ์เองที่บ้านก็ได้
การสวนลำไส้เองที่บ้านอาจเสี่ยงต่อเชื้อโรคและสิ่งปนเปื้อน เสี่ยงต่อความผิดพลาดที่อาจเกิดขึ้นระหว่างการทำดีท้อกซ์

ตามธรรมชาติ ร่างกายมนุษย์มีกลไกกำจัดสารพิษโดยผ่านการทำลายที่ตับและการขับออกที่ไต ดังนั้นการดีท็อกซ์ล้างลำไส้จึงไม่มีความจำเป็น ทั้งนี้หากอาหารที่รับประทานเข้าไปมีสารพิษปนเปื้อนร่างกายจะดูดซึมไปยังลำไส้เล็กพร้อมกับสารอาหารและวิตามินอื่นๆ ส่วนที่ตกค้างในลำไส้ใหญ่เป็นเพียงกากอาหารที่ไม่ถูกย่อยหรือดูดซึมแล้ว

อย่างไรก็ตาม หากกลัวว่าร่างกายจะมีสารพิษตกค้าง ควรเริ่มใส่ใจการลดสารพิษตั้งแต่ต้นทาง โดยการเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไขมันต่ำ และลดการนำสารพิษเข้าสู่ร่างกายจากการรับประทานอาหารปนเปื้อน หลีกเลี่ยงอาหารแปรรูป อาหารปิ้งย่าง และอาหารทอด โดยเฉพาะอาหารที่ทอดด้วยน้ำมันใช้ซ้ำหลายๆ ครั้ง

น้ำในหูไม่เท่ากัน รับมืออย่างไร

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
คราวก่อนเราได้พูดกันถึงสาเหตุของอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่พบได้บ่อยมาก คือภาวะหินปูนหลุดในหูชั้นในไปแล้วถ้าจำกันได้วันนี้เราจะพูดคุยกันถึงโรคที่หลายคนคุ้นเคยแต่ไม่รู้จักจริงๆ คือโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease)

ผู้ป่วยที่เป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันจะมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน หูอื้อมีเสียงดังในหู(Tinnitus) อาการเวียนศีรษะจะเป็นๆ หายๆโดยมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนแต่ละครั้งนานมากกว่า 20 นาทีเป็นยังไงครับ!!พอเราพูดถึงอาการที่ควรจะเป็นของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันแล้วหลายคนจะรู้สึกว่าไม่ค่อยตรงกับอาการของตัวเองซักเท่าไหร่ใช่ไหมครับ… อาการที่ผมได้บรรยายถึงโรคน้ำในหูไม่เท่ากันข้างต้นเป็นกลุ่มอาการที่จำเพาะ (Specific Character) ของโรคซึ่งการวินิจฉัยจะต้องตรวจพบอาการทุกอย่างที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว

ในโรงพยาบาลกรุงเทพนอกจากประวัติและการตรวจร่างกายเบื้องต้นของผู้ป่วยแผนกหู คอจมูกยังมีเครื่องมือตรวจพิเศษเพื่อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคน้ำในหูไม่เท่ากันออกจากโรคอื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวได้แก่

  • เครื่องตรวจการได้ยิน (Audiometry)
  • เครื่องตรวจวิเคราะห์การทำงานของระบบประสาทการทรงตัว (Posturography)
  • เครื่องตรวจความต่างศักย์ไฟฟ้าในหูชั้นใน (Eco-G)
  • เครื่องมือตรวจวิเคราะห์การทำงานของหูชั้นใน (Video Electronystagmagraphy)

ซึ่งเครื่องมือต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้การตรวจวินิจฉัยโรคของหูชั้นในมีความถูกต้องแม่นยำโดยไม่ต้องเสียเวลาไปพบแพทย์หลายๆ โรงพยาบาลเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องยังมีโรคที่เกี่ยวข้องกับอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่พบได้บ่อยอีกซึ่งเราจะพูดถึงในคราวหน้าครับ

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่มวิ่ง เพื่อลดอาการบาดเจ็บ

หลายคนมองว่า วิ่ง เป็นเรื่องง่าย ๆ จึงออกไปวิ่งโดยไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อม ผลคือ ทำให้ เจ็บ และไม่อยากกลับไปวิ่งอีก ความจริงแล้วการวิ่งก็เหมือนกีฬาอื่นๆ ที่จะต้องรู้กฎพื้นฐานและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อจะได้ออกไปสนุกกับการวิ่งอย่างไม่รู้เบื่อ

วิ่งยังไงไม่ให้เจ็บ

1. อุ่นเครื่อง เป็นการให้เวลาหัวใจและหลอดเลือด ให้ค่อยๆ เพิ่มการเต้น เพิ่มการเปิดขยาย ให้มีการถ่ายเทเลือดได้สะดวก อุณหภูมิร่างกายค่อยๆ เพิ่ม เป็นผลให้กล้ามเนื้ออ่อนตัว มีความยืดหยุ่น ไม่ฉีกขาด และบาดเจ็บได้ง่าย ทำได้ด้วยการวิ่งเหยาะๆ ช้าๆ หรือเดินก่อนออกวิ่ง

2. ยืดเหยียดร่างกาย เป็นการทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ป้องกันการบาดเจ็บ เพิ่มองศา การเคลื่อนไหว และความคล่องในการเคลื่อนไหว กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ค่อย ๆ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อทีละส่วน ตั้งแต่คอ ไหล่ เอว เข่า น่อง เท้า

3. กลับสู่โหมดปกติ จะช่วยให้กล้ามเนื้อคืนสู่สภาวะปกติ ทำวิธีเดียวกับการอบอุ่นร่างกายและยืดเหยียดเมื่อวิ่งจบ เพื่อให้กล้ามเนื้อระบายกรดแลคตริก ลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ เพิ่มการไหลเวียนเลือดจากกล้ามเนื้อกลับสู่หัวใจ

4. กินดี พักพอ เป็นวิธีไม่ทำให้เจ็บ เพราะร่างกายต้องการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม และต้องการสารอาหารที่เพียงพอ หลังออกกำลังกายควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ไขมันต่ำ เช่น ขนมปัง น้ำผลไม้ กล้วย เป็นต้น จะทำให้กลับมาวิ่งใหม่อีกครั้งอย่างสดชื่น

5. เตรียมอุปกรณ์ โดยเฉพาะรองเท้า อย่าดูเพียงเรื่องราคาหรือแฟชั่น เพราะของแพงไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป รองเท้าที่ดีคือรองเท้าที่เข้ากับลักษณะเท้า อาจต้องคำนึงถึงเรื่องน้ำหนักตัวประกอบในการเลือกรองเท้าด้วย และเลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีหากวิ่งทางไกล หรือที่อากาศร้อน

หยุดพฤติกรรมเสี่ยงน้ำหนักเพิ่ม

หลายคนรู้ดีว่าพฤติกรรมการลดน้ำหนักที่ทำแล้วได้ผลก็คือ การหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ ควบคู่กับการกินอาหารที่มีประโยชน์ แต่รู้หรือไม่คะว่ายังมีบางพฤติกรรมที่หากทำตอนเช้าตามนี้แล้ว มีผลต่อการลดน้ำหนักเช่นกัน จะมีพฤติกรรมใดบ้างที่อาจทำให้ลดน้ำหนักไม่เป็นผลสำเร็จสักที สาวๆ ตามไปดูพร้อมกันเลยค่ะ

1. ไม่จัดเตียงหลังจากตื่นนอน

ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่ตื่นนอนแล้วไม่จัดเตียงนอนนั้น เป็นผู้ที่เสี่ยงจะอ้วนได้มากกว่าคนที่จัดเตียงเป็นประจำ เพราะความมีวินัยในการทำกิจกรรมเดิมๆ เป็นระยะเวลานาน จะเป็นตัวบ่งบอกว่าคนผู้นั้นมีวินัยที่จะลดความอ้วนได้ดีกว่า อีกทั้งการจัดเตียงนอนในตอนเช้าก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของวันที่จะทำให้คุณได้ออกกำลังกายอีกด้วย

2. ไม่กินอาหารเช้า

กลุ่มนักวิจัย ได้ข้อสรุปว่า ผู้ที่ไม่ได้กินอาหารเช้าเป็นประจำจะมีอัตราของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นได้ง่าย เพราะการอดอาหารเช้าจะทำให้หิวในช่วงเวลาถัดไปจนเผลอกินอาหารหนักขึ้น เนื่องจากร่างกายต้องการสารอาหารมากเป็นพิเศษ และเกิดการเผาผลาญที่ยากลำบากมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นหากต้องการลดน้ำหนักอย่างเห็นผล ควรกินอาหารเช้าเป็นประจำดีที่สุด

3. ไม่เปิดม่านรับแสงแดดยามเช้า

จากผลวิจัยพบว่า ผู้ที่ตื่นเช้าขึ้นเปิดม่านเพื่อรับแสงแดดยามเช้านั้น มีดัชนีมวลกายลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้หลายคนจะคิดว่าการรับแสงแดดนั้นไม่น่าจะเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก แต่จริงๆ แล้ว การที่ร่างกายสัมผัสโดนแสงแดดยามเช้าอย่างน้อย 20 นาทีสามารถช่วยให้ระบบการเผาผลาญในร่างกายดีขึ้นได้ด้วย

4. ไม่ตื่นตามเวลาที่เหมาะสม

ผู้ที่นอนเพลินจนลืมเวลา ไม่ตื่นตามเวลาที่เหมาะสม หรือนอนมากเกินไป ร่างกายจะมีอัตราน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น เพราะการนอนเกินเวลา ไม่ลุกขึ้นมากินอาหารเช้า ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้แย่ลง

5. ไม่ชั่งน้ำหนัก

การชั่งน้ำหนักในช่วงเช้า จะช่วยให้คุณรู้สึกตื่นตัวกับน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คุณรู้สึกอยากที่จะควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่พอใจมากขึ้น โดยผู้ที่ชั่งน้ำหนักเป็นประจำจะมีอัตราการลดน้ำหนักได้ผลมากกว่าผู้ที่ไม่เคยชั่งเลย หรือนานๆ ชั่งที

ทั้งหมดนี้ก็ คือพฤติกรรมเสี่ยงในช่วงเช้าที่ทำแล้วจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น โดยได้รับการยืนยันจากสถาบันวิจัยชั้นนำในสหรัฐฯ ว่าเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการลดน้ำหนักอย่างแท้จริง หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ ปรับเปลี่ยนตัวเองซะใหม่ตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่สายค่ะ และเพื่อให้การลดน้ำหนักมาพร้อมผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หลังตื่นเช้าแล้วก็ควรหาเวลามาออกกำลังกายบ้าง อีกทั้งควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผักผลไม้ โปรตีนและดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อวัน เท่านี้ก็จะช่วยให้หุ่นสวยอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วค่ะ

ชอบกินใช่ไหม ลองหันมากินเพื่อสุขภาพดูสิ

 

เคล็ดไม่ลับ กินดีเพื่อสุขภาพ เริ่มที่อาหาร 5 หมู่ต้องกินให้ครบ เน้นหลักความหลากหลายของอาหาร เราไม่จำเป็นต้องอด แค่รู้จักความพอดี ไม่ว่าจะอ้วนไป หรือปผอมไป หากกินให้หลากหลาย รู้ว่าขาดอะไรต้องลดอะไรเท่านั้น

  • รู้จักแป้ง

หลายคนคิดว่าแป้งคือตัวอันตราย แต่แป้งก็อยู่ในอาหารหลักของเรา การทำความรู้จักแป้ง กลไกของมัน และกินอย่างเหมาะสม เช่น เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง เท่านี้ก็ช่วยได้เยอะ

  • เป็นเพื่อนผักผลไม้

เดินทางสายนี้รับรองดีแน่นอน เพราะในอาหารกลุ่มนี้มีทั้งวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และเป็นสิ่งที่คนไทยขจาดมากที่สุด ทั้งๆ ที่เราเป็นราชาของการผลิตสิ่งเหล่านี้

  • หันไปกินปลา พืชตระกูลถั่ว นม ไข

เพราะเป็นแหล่งโปรตีนดี และไขมันน้อย แต่หากมีภาวะคอเลสเตอรอลสูง อาจต้องกินอย่างพอเหมาะมากกว่าปกติ

  • โบกมือลาไขมัน

อาหารทอด เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูงอย่างดี เราจำเป็นต้องควบคุมปริมาณการกินเป็นพิเศษ กินได้ แต่กินน้อย ๆ

  • อ่อนหวาน อ่อนเค็ม

คนไทยบริโภคสองสิ่งนี้สูงเกินปริมาณเหมาะสม ซึ่งควรหันมาบริโภคอาหารรสจืดดูบ้าง ค่อย ๆ ลดปริมาณความหวาน ความเค็มลง ก็สามารถอร่อยอยู่เหมือนเดิมได้

ที่แน่ ๆ คือ การรู้จักอาหารให้ดีกว่าเดิมจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้ แล้วอย่าลืมออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย ก็จะยิ่งทำให้สุขภาพดี ห่างไกลโรค NCDs อย่างแน่นอน