ผู้เขียน: admin

ประโยชน์ของแครอท

เราเชื่อว่าหลายๆคนนั้นรู้จักแครอทและบางคนนั้นก็ชอบทานเพราะว่ารสชาติของแครอทที่เรากินนั้นมีรสชาติที่หวานกรอบหอม  อาหร่อย  และเราก็เชื่ออีกว่ามีหลายๆคนนั้นที่ไม่รู้ว่าประโยชน์ของแคลรอทนั้นมีประโยชน์อะไรบ้าง

         แครอทที่เรารู้จักนั้นมีทั้งสีม่วง   สีเหลือง  แต่ว่าสีที่เราคิดว่าคนส่วนใหญ่นั้นรู้จักและชอบกินนั้นหน้าจะเป็นสีส้ม  ที่เรารู้จักกัน  และแครอทที่เรารู้จักนั้นมีขนาดตั้งแต่ขนาดเท่ากับดินสอ  จนมีขนาดใหญ่มาก ส่วนที่เราคิดว่าหรือว่าหลายคนนั้นคิดว่าแครอทนั้นเป็นผักหรือว่าผลไม้นั้นเราคือส่วนของราก  ซึ่งเป็นพืชนั่นเองดังนั้นแครอทนั้นไม่ใช่ผลไม้  แครอทนั้นมีแร่ธาตุที่มีประโยชน์  มีทั้งวิตามินเอ  วิตามินบี 1 วิตามินบี 2  วิตามินซี  วิตามินอี  และยังมีสารต้านเซลล์มะเร็ง  เป็นต้น  แครอทนั้นสามารถที่จะเอามาทำอาหารได้ทั้งเป็นของคาวและหวานนั้นสามารถที่จะทำได้  รวมไปถึงการที่เราทำน้ำผลไม้นั้นก็ได้เพราะว่าแครอทนั้นก็ยังมีสรรพคุณได้อีกหลายอย่าง  

สรรพคุณของแครอท  

  • ช่วยในเรื่องของการช่วยทำบุงผิวให้สดใสและเปล่งปลั่ง  
  • ช่วยปกป้องเซลล์ผิวที่ไม่ให้ถูกทำลายโดยจากการที่เราโดนแดด 
  • ช่วยในการสร้างการเจริญเติบโตของร่างกาย  
  • ช่วยในการบำรุงของเหงือก   เล็บ   กระดูด  และฟัน   ให้มีความแข็งแรงมากขึ้น  
  • มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ  ช่วยในเรื่องของการชะลอในการที่เกิดริ้วรอย  
  • ช่วยในเรื่องของการต้านทานและโรคของร่างกายให้มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น  
  • ช่วยในเรื่องของการต่อต้านการเกิดมะเร็ง  
  • ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย  
  • ช่วยในเรื่องของความลดความดันในร่างกาย 
  • ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด 
  • ช่วยในการเพิ่มประสิทธิ์ภาพในระบบไหลเวียนของเลือด  
  • ช่วยบำรุงเซลล์ผิวหนัง  

ประโยชน์ของแครอทนั้นที่เราสามารถที่จะเอามาทำอาหารนั้นได้ทั้งของคาวและของหวานรวมไปถึงการทำน้ำ  ที่เราสามารถที่จะทำได้อย่างสบายมาก  และเด็กๆนั้นก็สามารถที่จะรับประทานได้ เพราะว่ามีรสชาติที่หวาน  ดังนั้นเมื่อเราจะปรุงอาหารให้กับเด็กนั้นเราก็สามารถที่จะทำได้อย่างสบายมากและสามารถที่จะปอกเปลือกที่เราจะเอามาทานแบบว่าสดๆได้เลย  

        แต่ว่าการที่เราจะแครอทแบบสดๆนั้นเป็นเรื่องที่เราจะได้วิตามินที่น้อยกว่าการที่เราทำสุก  ดังนั้นถ้าเราต้องการสารอาหารจากแครอท  เราคิดว่าเราควรที่จะทำให้สุขเสียก่อนเพราะว่าการที่เราทำให้สุกนั้นจะทำให้เรานั้นรับสารอาหารที่ครอบถ้วนมากกว่าการที่เรากินแบบสด ๆ

 

สนับสนุนโดย  หวยออนไลน์บาทละ 950

การที่เรากินอาหารลดน้ำหนัก

เมื่อเราอยากที่จะลดน้ำหนักเราต้องเริ่มจากการที่เรากินอาหารก่อนถ้าเราจะลดน้ำหนักแล้วเราไม่ยอกที่จะเลิกพฤติกรรมในการที่เรากินแบบเดิมๆการที่เราไปออกกำลังกายก็เท่ากับสูญเปล่า  การที่เรากินเป็นส่วนหนึ่งในการที่จะทำให้เรานั้นผอมลงและทำให้เราไม่มีพุงโดยที่เราไม่ต้องไปออกกำลังกาย ให้เรารู้สึกว่าเราเหนื่อยเลยแค่เรากินอาหารที่ถูกต้องและเราก็ควรที่จะทำให้เป็นนิสัยเพื่อที่จะได้ไม่มีพุงและทำให้เรารู้สึกว่าว่าเราไม่อ้วนอีกด้วยแถมยังมีสุขภาพที่ดีอีก  

  • อดอาหาร  การที่เราจะลดพุงหรือว่าลดน้ำหนักโดยการที่เราไม่ยอมที่จะกินอาหารเช้านั้นเป็นส่วนที่เราคิดผิดเพราะว่าการที่เรากินอาหารเช้าเป็นเรื่องที่ดีต่อสภาพร่างกาย  หรือว่าเราจะเลือกเป็นอาหารที่ช่วยให้อิ่มท้องนาน  เช่น  ข้าวโอ๊ด  ไข่  ขนมปังสีน้ำตาล  หรือว่าเป็นจำพวกธัญพืช  ไม่ขัดสี  ธัญพืชไม่ขัดสีและช่วยเร่งการละลายไขมัน  
  • ไม่ทอด  การที่เรากินอาหารที่ไม่ทอดนั้นหรือว่าหลีกเลี่ยงในการทอด  เปลี่ยนจากการที่เราผัดมาใช้น้ำแทนในการผัดเพื่อที่จะเลี่ยงน้ำมัน  จากการที่เราทอด  และควรใช้น้ำแทนการใช้น้ำมัน  อย่างเช่นการที่เราทอดไข่ดาวเราก็ใช้น้ำในการทอด  หรือว่าจะกินปลาทอดเราก็เปลี่ยนมาเป็นปลาที่นึ่ง หรือว่าย่างจะดีกว่า  
  • ไม่กินหวาน  เราควรที่จะงดอาหารหวานอย่างเช่นขนมหวานเพราะว่าขนมหวานทำให้เราอ้วนและมีพุงเป็นปัจจัยหลัก  การที่เราไม่กินของหวานอย่างเช่น  ชากาแฟ  น้ำอัดลม  หรือว่าขนมหวานต่างๆ  หรือว่าเรารู้สึกว่าเราอยากที่จะกินของหวานเราก็ควรเลือกกินผลไม้ที่ใยอาหารแทนเพื่อที่จะช่วยในเรื่องของการย่อยอาหารและทำให้เราอิ่มด้วยแถมไม่อ้วนอีก  
  • ไม่มัน  การที่เรากินอาหารที่ไม่มันเป็นส่วนที่ทำให้เราไม่มีหน้าท้องคือการที่เราจะได้ลดหน้าท้อง  คือว่าการที่เราจะลดของมันอย่างเช่น  หนังหมู  หมูสามชั้น  หนังไก่ทอด  เบคอน  เราควรที่จะเลี่ยงในการกินเพราะว่าการที่เรากินเข้าไปจะไปเพิ่มไขมันทำให้เรามีไขมันที่สะสมอยู่มาก  และการที่เรามีไขมันอยู่ในร่างกายมากเกินไปนั้นจะทำให้เราเอาออกยาก  ถ้าเราไม่อยากที่จะอ้วนหรือว่ามีพุงเราควรที่จะเลี่ยงอาหารมัน
  • การที่เราไม่อดอาหารแต่ว่าเรานั้นกินไม่เลือกก็จะทำให้ร่างกายเผาผลาญไม่หมด  และก็จะทำให้พุงของเรามีเยอะ  และเราอยากที่จะแนะนำในการกินเพื่อที่จะได้เผาผลาญให้หมดการที่เรายินเยอะจนทำให้ระบบเผาผลาญไม่หมดและก็กลายมาเป็นไขมันที่สะสมอยู่ในร่างกายของเราก็ทำให้เรามีพุง  และอ้วน  

 

 

สนับสนุนโดย  สมัครเว็บหวยฮานอย

ประโยชน์ของแก้วมังกร

แก้วมังกร เป็นผลไม้ที่หลายคนอาจชื่นชอบแต่บางคนอาจไม่รู้เลยว่าแก้วมังกรมีถิ่นกำเนิดมาจากไหน แก้วมังกรมีถิ่นกำเนิดมาจากโฮจิมินห์ ของประเทศเวียดนาม ที่จะนิยมปลูกแก้วมังกรไว้ตามบ้าน และได้มีคนไทยไปนำแก้วมังกรพันธ์ที่ดีของเวียดนามมาปลูกจนเป็นผลไม้ที่ติดตลาดไปอีกชนิด แหล่งที่เพราะปลูกแก้วมังกรที่ได้ผลดีและจำนวนมากก็มี จังหวัดกาญจนบุรี จังหวัดสระบุรี จังหวัดสมุทรสงคราม จังหวัดชลบุรี และจังหวัดจันทบุรี เหมาะที่จะปลูกในที่มีแสงแดดไม่แรงมากนัก และจะชอบอยู่ในที่โล่งแจ้ง ดินร่วนไม่อมน้ำมากนัก ให้น้ำไหลผ่านไปได้สะดวกและจะเห็นได้ในประเทศไทยมีอยู่สามสายพันธ์

ลักษณะของแก้วมังกร

แก้วมังกรที่เราสามารถพบในบ้านเรามี 3สายพันธ์แต่ละสายพันธ์ก็จะมีหน้าตาแตกต่างกันไป และจะมีรสชาติที่ต่างกันด้วย

เนื้อแดงเปลือกแดง  จะมีเปลือกเป็นสีแดงจัด และเนื้อก็จะมีสีแดงจัดมีเมล็ดมากผลจะเล็กกว่าพันธ์เนื้อขาวเปลือกแดง แต่จะมีรสชาติที่หวานกว่า

เนื้อขาวเปลือกแดง จะมีเปลือกเป็นสีชมพูสด มีกลีบเลี้ยงเป็นสีเขียว ภายในเนื้อจะเป็นสีขวา มีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน

เนื้อขาวเปลือกเหลือง จะมีเปลือกเป็นสีเหลือง และภายในเนื้อจะเป็นสีขาวมีเมล็ดที่ใหญ่กว่าพันธ์อื่น แต่ผลก็จะเล็กกว่าพันธ์อื่นเหมือนกัน รสขาติจะออกหวาน

ประโยชน์ของแก้วมังกร

แก้วมังกรมีคุณค่าทางสารอาหารสูงอย่างพวก วิตามิน แร่ธาตุ ช่วยดับกระหายคลายร้อน ช่วยให้ผิวพรรณเปล่งปลั่งชะลอวัย เหมาะกับการคุมน้ำหนัก ป้องกันการเกิดโรคหัวใจ ช่วยป้องกันการอุดตันของเส้นเลือด และช่วยแม่ให้นมบุตรขับน้ำนม และยังช่วยผ่อนคลายทำให้นอนหลับสบายอีกด้วย และยังสามารถดูดสารพิษออกจากร่างกาย ช่วยในระบบขับถ่ายให้ดีขึ้น บรรเทาอาการโรคความดันโลหิต

ข้อควรระวัง

ข้อควรระวังในการทานแก้วมังกร ในสตรีที่มีประเดือนไม่ควรรับประทานในขณะประจำเดือนมาเพราะจะทำให้เกิดการไหลของประจำเดือนติดขัดไหลไม่สะดวก และไม่ควรรับประทานแก้วมังกรนี้คู่กับนม เพราะจะส่งผลทำให้อาหารไม่ย่อยและไม่ควรรับประทานแก้วมังกรในปริมาณที่เยอะมากเกินไป เพราะอาจจะทำให้ท้องเสียได้

แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่ได้ทานแล้วมีความชื่นใจแต่ก็ควรทานให้เหมาะสม ไม่ควรทานให้มากเกินไป และเป็นผลไม้ที่หาทานง่ายจะออกผลมากในช่วงเดือนมีนาคมไปจนถึงเดือนพฤศจิกายนเลยทีเดียว ราคาของแก้วมังกรจึงมีราคาที่ไม่แน่นอน จึงทำให้มีราคาถูกแพงตามฤดูกาล

 

ได้รับการสนับสนุนมาจาก  หวยออนไลน์ขั้นต่ำ 1 บาท

วิธีป้องกันตัวเองจากโรคเอดส์

 วิธีป้องกันตนเองจากโรคเอดส์หรือโรคเอชไอวีเป็นคือการป้องกันที่ดีที่สุดของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ เพราะการเป็นโรคเอชไอวีนั้นถือว่าเป็นโรคที่ร้ายแรงหากไม่ได้รับการรักษาให้ทันท่วงทีหรือทันเวลา ก็อาจจะเป็นอันตรายต่อชีวิตของเราได้ดังนั้นจะเห็นได้ว่าโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แต่ละโรคเป็นอันตรายต่อชีวิตเรามากแค่ไหนดังนั้นถ้าเราไม่อยากเป็นโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ก็ต้องป้องกันตัวเองและดูแลให้ห่างไกลจากโรคทางเพศสัมพันธ์

ซึ่งโรคเอชไอวี เป็นโรคที่คนไทยติดกันมากที่สุดเป็นอันดับต้นต้นของโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ มีทั้งผู้ป่วยเก่าและผู้ป่วยรายใหม่และมีการเสียชีวิตมากด้วย เชื้อโรคเอชไอวีเป็นโรคที่อันตรายถึงชีวิตหากไม่ได้รับการรักษาทุกๆเดือนกินยาตลอดทุกวัน ก็ทำไห้ เสียชีวิตได้ภายในที่สุด สำหรับวิธีการป้องกันตนเองจากโรคเอดส์นั้นก็ทำได้ไม่ยากคือ

 1.การสวมถุงยางอนามัย ตอนจะมีเพศสัมพันธ์ การใส่ถุงยางอนามัย เป็นการป้องกันโรคติดต่อ ที่มาจากการมีเพศสัมพันธ์มากที่สุด เพราะจะไม่โดนสารคัดหลั่งของใครสักคน เเถมยังลดการตั้งท้องอย่างไม่พึงประสงค์ได้อีกด้วย เเละเป็นการลดการเป็นโรคต่างๆที่มาจากการมีเพศสัมพันธุ์

 2.ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆ ทุกคนคงรู้จักเกี่ยวกับวันไนท์เเสตนเป็นอย่างดี เพราะการเปลี่ยนคู่นอนไปเรื่อยๆ ก็อาจจะทำไห้เป็นโรคเอดส์ได้ หรือถ้าไม่เป็นโรคเอดส์ ก็อาจจะติดโรคอื่นๆที่มาได้จากการมีเพศสัมพันธ์ หรือ ติดสารคัดหลั่งจากคนอื่นมา 

3.ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยเพราะการเปลี่ยนคู่นอนที่บ่อยนั้นอาจจะทำให้ติดเชื้อเอชไอวีได้มากกว่าคนอื่นๆที่ไม่เปลี่ยนคู่นอนบ่อย เพราะคนบางคนที่เราไปนอนด้วยอาจจะติดเชื้อเอชไอวีโดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้

 4.การแต่งงานควรไปตรวจร่างกายทั้งคู่เพราะกว่าจะคบกันมาเราก็ไม่รู้ประวัติคู่นอนของเราว่าไปนอนกับใครมาบ้างหรือมีเชื้อโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่ เพราะฉะนั้นการตรวจ หาเชื้อโรคจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์ถือว่าเป็นการตรวจหาโรคที่ดีเพื่อป้องกันการติดเชื้อทั้งคู่และเป็นผลดีต่อการใช้ชีวิตคู่ในอนาคตต่อไป เชื้อโรคที่มาจากการติดต่อทางเพศสัมพันธ์นั้นสามารถป้องกันได้ง่ายเพียงแค่เรารู้จักการใช้ชีวิตและป้องกันในการมีเพศสัมพันธ์กับคนอื่นๆ

เพราะ เวลาที่ติดเชื้อเอชไอวีไปแล้วถ้าไม่รักษาทันที ก็อาจจะทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้และในการตรวจโรคเอชไอวี เราก็ไม่ต้องอายเพราะสามารถ ชุดตรวจ hiv มาตรวจได้หรือโรงพยาบาลตรวจฟรีและเก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับและเราสามารถรักษาได้ทันท่วงทีและถ้าเป็นจะได้รีบกินยาต้านไวรัสเอชไอวีได้ทันที

กีวี่ประโยชน์ดีๆที่คุณอาจยังไม่รู้

 กีวีผลไม้รูปทรงเหมือนไข่แต่มีเปลือกสีน้ำตาลและหากเราผ่าดูข้างในจะเห็นเป็นสีเขียวมีเมล็ดเล็กๆอย่างกับเมล้ดนางรักอยู่ตรงแกนกลางเต็มไปหมด และหากเมื่อเราชิมดูจะพบว่า กีวีจะมีรสชาติออกเปรี้ยว ซึ่งกีวีถือได้ว่าเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างมีราคาแพงสักนิดหนึ่งแต่ก็สามารถหาซื้อได้ตามตลาดสดหรือในห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ เพราะคนส่วนใหญ่ในปัจจุบันนิยมนำกีวีมารับประทานกันมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นการทานเป็นผลสดสด หรืแม้แต่การนำกีวีมาแปรรูปในรูปแบบของน้ำผลไม้ น้ำปั่น ซึ่งถึงแม้กีวีจะมีราคาค่อนข้าแพงแต่ก็มีประโยชน์กับร่างกายของคนเรามากมาย

เรามาดูกันว่าประโยชน์ที่ว่านั้นมีอะไรกันบ้างค่ะ

  1. อย่างที่บอกว่ากีวีมีรสเปรี้ยวดังนั้นจึงทำให้มีวิตามินซีสูง ซึ่งจะส่งผลให้ร่างกายมีการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น เพื่อคอยต่อสู้กับโรคภัยไข้เจ็บ รวมถึงการยับยั้งการทำงานของเชื้อโรค รวมถึงเชื้อแบคทีเรีย
  2. ในกีวีมีวิตามินหลายชนิดดังนั้นจึงส่งผลให้ในกีวีมีสารที่จะสามารถช่วยกระตุ้นให้ร่างกายมีการสร้างคอลลาเจนเพื่อให้คลอลาเจนไปบำรุงผิวพรรณให้มีความเปล่งปลั่งอ่อนเยาว์ ผิวไม่เหี่ยวย่น และไม่มีริ้วรอยอีกด้วย
  3. มีสารต้านการเกิดมะเร็ง เพราะในกีวีจะมีสารต้านอนุมูลอิสระเยอะ
  4. สำหรับกีวีจะเน้นในเรื่องการดูแลผิวเพราะมีวิตามินอีกที่จะช่วยเรื่องของความชุ่มชื้นที่ผิวพรรณ ซึ่งเราจะสามารถเห็นความแตกต่งได้ถึง สามเท่ากันที่เดียวหากเทียบกีวีกับผลไม้ชนิดอื่น ดังนั้นหากใครที่อยากให้ใบหน้าและผิวพรรณสดใสสมวัย แลดูไม่แห้งกร้าน ต้องทานกีวีเยอะๆ
  5. กีวียังมีสารที่ช่วยป้องกันเรื่องไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้อีกด้วย
  6. กีวีมีส่วนช่วยในการย่อยอาหาร และการขับถ่ายได้อย่างดีเยี่ยม
  7. กีวีช่วยดูและและป้องกันการเกิดเป็นโรคสมองเสื่อมและช่วยปกป้องให้เราแก่ช้าลงอีกด้วย
  8. รักษาโรคได้ด้วยกีวี เป็นการช่วยให้อาการของโรคหอบหืดดีขึ้น

เราจะเห็นว่าการทานกีวีมีประโยชน์กับเรามากมาย ทั้งจากภายในและภายนอก โดยเฉพาะจะเน้นอย่างมากในการช่วยดูแลในเรื่องของผิวพรรณ ดังนั้น หากใครไม่ต้องการแก่เร็ว นอกจากจะต้องมีการออกกำลังกายและพักผ่อนให้เพียงพอแล้วการรับประทานอาหารที่ดีมีประโยชน์ก็จะช่วยให้ร่างกายของเราแข็งแรงขึ้นมาได้ และหากใครที่จะซื้อกีวีมาทานก็อย่างลืมปอกเอาเปลือกสีน้ำตาลออกก่อนทีจะรับประทานนะคะ

 

สนับสนุนโดย  Kardinal stick

มารู้จักสตรอเบอร์รี่กันเถอะ

เชื่อว่าหลายคนคงรู้จักสตรอเบอร์รี่กันดีอยู่แล้วเพราะเป็นผลไม้ที่มีขายในประเทศไทยมาเป็นเวลายาวนานมากแล้ว  โดยสำหรับสตรอเบอร์รี่นั้นเป็นผลไม้ที่อยู่ในตระกูลเบอร์รี่อีกหนึ่งชนิด สตรอเบอร์รี่มีหลายสายพันธุ์และหลายรสชาติมีตั้งแต่รสเปรี้ยว

ไปจนถึงมีรสชาติที่หวานกำลังดีทั้งนี้แต่ละสายพันธุ์รสชาติก็จะแตกต่างกันไปสำหรับประเทศไทยนิยมปลูกสตรอเบอร์รี่สวนหลายคนคงคิดไม่ถึงว่าสตรอเบอร์รี่ที่มีสีสันสวยงามจะมีสารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายเป็นจำนวนมากโดยวิธีการเลือกกินสตรอเบอร์รี่เพื่อให้ได้ประโยชน์มากที่สุดควรเลือกสตรอเบอร์รี่ที่มีสีสด เพราะจะเป็นสตรอเบอร์รี่ที่ให้โภชนาการสูงเราสามารถหาซื้อสตรอเบอร์รี่กินได้ทั้งตามตลาดและตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปโดยปกติแล้วเมื่อเราซื้อสตรอเบอร์รี่มาเราควรจะล้างน้ำให้สะอาดก่อน

รับประทานเพื่อเป็นการล้างสารเคมีที่อาจจะติดอยู่กับผลสตรอเบอร์รี่ได้ที่สำคัญเราควรกินสตรอเบอร์รี่ที่อย่างสุดใหม่ทันทีไม่ควรแช่ตู้เย็นทิ้งไว้นานนาน หลายคนบอกว่าสตรอเบอร์รี่จะมีสารต้านอนุมูนอิสระที่ช่วยให้เราไม่แก่เร็วจะสร้างคอลลาเจนเพื่อไม่ให้เรามีริ้วรอยและในสตรอเบอร์รี่ยังมีส่วนช่วย บำรุงระบบประสาทและสมองช่วยสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ร่างกายแถมยังมีสารที่ช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งและป้องกันการเกิดโรคโลหิตจางอีกทั้งยัง ยังลดปัญหาความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากได้อีกด้วยสตรอเบอร์รี่จะมีไฟเบอร์สูงช่วยในเรื่องของ

ระบบขับถ่ายได้อย่างดีอีกทั้งยังช่วยบำรุงโลหิตช่วยลดความดันบำรุงกระดูกและฟันให้แข็งแรงกันกินสตรอเบอร์รี่จะช่วยบำรุงสายตาไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจนขึ้นและป้องกันการเกิดโรคต่อกระจก. อันที่จริงสตรอเบอร์รี่มีประโยชน์ต่างๆมากมาย ที่เราไม่สามารถบรรยายได้หมดในปัจจุบันสตรอเบอร์รี่ยังถือว่าเป็นผลไม้ที่มีราคาแพงเป็นผลไม้ที่ออกตามฤดูกาลซึ่งจะปลูกกันมากในภาคเหนือและมักจะออกผลฤดูหนาว  อย่างไรก็ดีเราควรหาสตรอเบอร์รี่มาทานอยู่เป็นประจำเพราะสตรอเบอร์รี่มีประโยชน์ต่อการยับยั้งการเกิดโรคไม่ว่าจะเป็นโรคข้ออักเสบโรคเก่าโรคตับอักเสบโรคปัสสาวะอักเสบโรคนิ่วในไตโรคเหน็บชา หรือแม้แต่ปัญหาโรคเกี่ยวกับช่องปากการเจ็บคออย่างนี้แผลในปากการรับประทานสตรอเบอร์รี่จะสามารถช่วยได้แล้ว

 

 

สนับสนุนโดย  relx pod น้ำยา

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน

      หลายคนคงเคยได้ยินโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือบางคนอาจจะเคยเป็นมาแล้ว สำหรับโรคชนิดนี้จะมีผลมาจากความผิดปกติของหูชั้นใน ผู้ที่ป่วยเป็นโรคชนิดนี้จะมีอาการเวียนหัวและรู้สึกว่าบ้านหมุน เนื่องจากเป็นโรคที่เกี่ยวข้องกับข้างในหู จึงส่งผลผลต่อการได้ยินและการทรงตัวโดยเฉพาะ และสำหรับกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นโรคนี้มากที่สุดคือกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปี – 60 ปี ซึ่งหากเป็นโรคนี้แล้วมีการรักษาที่ถูกวิธีการสามารถทำให้อาการดีขึ้นได้ 

        สำหรับคนที่เป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั้นมักจะเป็นกับหูข้างใดข้างหนึ่ง ในระยะเริ่มแรกจะเป็นไม่นานเพียงนั่งพักอาการก็จะดีขั้น แต่อาการเริ่มแรกเป็นเพียงแค่อาการเตือนเท่านั้นหากไม่รีบรักษาก็จะมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันได้ เราสามารถแบ่งระยะของโรคได้ 3 ระดับคือ

  1. ระยะที่หนึ่ง ระยะนี้จะมีอาการ หูอื้อ เวียนหัว คลื่นไส้แบบไม่ทันตั้งตัว คืออยู่ๆก็เป็น แต่จะเป็นเพียงแค่ระยะสั้นๆ ไม่เกิน 2-3 ชั่วโมงอาการก็จะดีขึ้น
  2. ระยะที่สอง สำหรับระยะนี้อาจยังมีอาการเวียนหัวเล็กน้อย แต่อาการหูอื้อจะเริ่มเป็นมากขึ้น รวมถึงจะเริ่มมีปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน โดยจะเริ่มได้ยินเสียงไม่ค่อยชัด จะได้ยินเสียงเบาลง  ซึ่งระยะนี้จะเริ่มมีปัญหาเรื่องของการทรงตัว เพราะจะเริ่มรู้สึกว่าบ้านหมุน 
  3. ระยะที่สาม ระยะนี้อาการหูอื้อและปัญหาการได้ยินจะยิ่งแย่กว่าระยะที่สอง รวมถึงยังมีปัญหาเรื่องการทรงตัวรวมอยู่ด้วย จะเริ่มเดินไม่ค่อยได้ ยิ่งเฉพาะในเวลาที่อยู่ในที่มืด 

สำหรับสาเหตุที่ทำให้เราเกิดเป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันนั้น มักมีมาจากหลายสาเหตุด้วยกัน เช่นเกิดจากการเป็นโรคภูมิแพ้  การติดเชื้อไวรัส การเกิดอุบัติเหตุที่หัว หรือการระบายของเหลวในหูมีความผิดปกติ รวมถึงการติดต่อกันทางพันธุกรรมก็สามารถทำให้เกิดโรคน้ำในหูไม่เท่ากันได้  หากมีอาการดังข้างต้นควรรีบไปพบแพทย์

          สำหรับการรักษานั้น แพทย์จะวินิจฉัยว่าต้องรักษาอย่างไรตามระยะอาการ เช่น อาจเป็นการให้ทานยา  การรักษาด้วยการบำบัดรวมถึงการรักษาเรื่องของการทรงตัว บางรายจำเป็นต้องใส่เครื่องช่วยฟัง เพื่อรักษาอาการไม่ได้ยินเสียงซึ่งการรักษาด้วยเครื่องช่วยฟัง ทางนักโสตวิทยาจะเป็นผู้วินิจฉัยให้ผู้ป่วยเองว่าต้องใช้ เครื่องช่วยฟัง แบบไหน หรือบางครั้งอาจรักษาด้วยหารฉีดยา หรือการผ่าตัด

        สำหรับผู้ป่วยที่มีการอาการน้ำในหูไม่เท่ากันควรดื่มน้ำมากๆให้พอกับที่ร่างกายต้องการคือวันละ 8 แก้ว และไม่ควรกินอาหารที่ใส่เกลือ ใส่ผงชูรส ไม่ควรดื่ม ชา กาแฟ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พยายามไม่ให้เครียด ไม่สูบบุหรี่

6 เรื่องเกี่ยวกับ “การคุมกำเนิด” ที่ไม่ถูกต้อง

6 เรื่องเกี่ยวกับ “การคุมกำเนิด” ที่ไม่ถูกต้อง

1. หลั่งด้านนอก = ไม่ท้อง?
ความเชื่อที่ว่า แม้หลั่งน้ำอสุจิออกมานอกช่องคลอด ทำให้ฝ่ายหญิงไม่ตั้งท้อง เป็นความเชื่อที่ไม่ถูก ด้วยเหตุว่าถ้าหากหลั่งน้ำกามอยู่บริเวณรอบๆ ปากช่องคลอดที่มีเมือกใสๆอยู่ เมือกกลุ่มนี้บางทีอาจเป็นตัวพาเอาสเปิร์มกลับเข้าไปในมดลูกได้ โดยการหลั่งน้ำอสุจิด้านนอกนั้นโอกาสมีครรภ์มากถึง 20-30% อย่างยิ่งจริงๆ จัดว่าค่อนข้างจะสูง และไม่ชี้แนะเด็ดขาด

2. หน้า 7 หลัง 7 = ไม่ท้อง?
การนับวันก่อน-หลังมีรอบเดือน 7 วัน ที่ถือได้ว่าไม่มีอันตราย สามารถมีเซ็กส์ได้โดยไม่เกิดการตั้งท้องนั้น ก็เป็นแนวทางที่สูตินรีแพทย์ไม่ชี้แนะสิ่งเดียวกัน เพราะว่าแนวทางแบบนี้ถ้าเกิดจะมีผลให้เสร็จ 100% จริงๆจะต้องประกอบไปด้วยหลายแบบ อย่างเช่น รอบเดือนจำเป็นต้องมาตามเวลาอย่างสม่ำเสมอทุกเดือน (ตรงตามวัน ตามเวลา) และเพศหญิงส่วนมากมักมีส่วนประกอบต่างๆ สำหรับในการใช้แนวทางแบบนี้เสร็จไม่ครบ เพราะว่าส่วนมากรอบเดือนของสตรีมักมีการเปลี่ยนนิดหน่อยในแต่ละเดือน บางรอบสั้น บางรอบยาว หรือบางเดือนที่มีความตึงเครียด หรือมีสาเหตุอื่นๆอาจจะทำให้ไข่ไม่ตก รอบเดือนไม่มาได้

3. ใส่ถุงยาง 2 ชั้น = ไม่ท้อง?
การใส่ถุงยาง 2 ชั้น มิได้ช่วยทำให้สามารถป้องการการรั่วซึมของน้ำเชื้อเข้าไปในมดลูกได้ดียิ่งไปกว่าเดิมเลย เพราะเหตุว่าการใส่ถุงยาง 2 ชั้น กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดการเสียดสีกันระหว่างถุงยางอนามัยทั้งคู่ และทำให้ถุงยางมีการฉีกจนขาด แตกรั่วได้ง่ายดายเสียยิ่งกว่าเดิมอีกด้วย

4. พกถุงยางไว้ภายในรถยนต์ หรือกระเป๋าใส่เงิน = ใช้ได้ ไม่ท้อง?
การเก็บถุงยางเอาไว้กับตัว หรือไว้ในที่ที่ถือได้พกได้สบาย นับว่าเป็นเรื่องดี แต่ว่าการเก็บถุงยางไว้ภายในลิ้นชักในรถยนต์ หรือในกระเป๋าใส่สตางค์ เป็นที่ที่มีอากาศร้อน หรืออับ ซึ่งทำให้ถุงยางสลายตัว ฉีกขาดได้ง่ายดายกว่าเดิม ก็เลยเสนอแนะให้เก็บถุงยางเอาไว้ภายในที่ที่แสงตะวันส่องไม่ หากสามารถหลีกเลี่ยงได้ อย่างเช่น ในตู้ หรือกล่องต่างๆ ในบ้าน (ที่แดดส่องไม่ถึง) ฯลฯ

5. ถุงยางแบบไหนก็ได้ = ไม่ท้อง?
เพศชายคนจำนวนไม่น้อยบางครั้งอาจจะเลือกใช้ถุงยางตามอรรถรส อย่างเช่น รูป รส กลิ่น สี ผิวต่างๆ แม้กระนั้นการเลือกถุงยางที่ช่วยคุ้มครองป้องกันการมีครรภ์ได้ ต้องเลือกขนาดที่เหมาะ แม้เลือกถุงยางอนามัยที่มีขนาดใหญ่ไป หละหลวมไป ช่องทางที่ถุงยางอนามัยจะหลุดขณะมีเซ็กส์จนกระทั่งน้ำเชื้อหลุดไปในมดลูกบางทีอาจเกิดขึ้นได้ แต่ว่าถ้าหากใช้ถุงยางอนามัยที่เล็ก หรือคับเหลือเกิน ก็อาจส่งผลให้มีการเสียดสีมากกระทั่งทำให้ถุงยางอนามัยฉีกขาดได้ง่ายด้วยเหมือนกัน

ในไทยจะมีถุงยาง 2 ขนาด คือ 49 และ 52 ซม.

6. สวนล้างช่องคลอดหลังการมีเซ็กส์ = ไม่ท้อง?
เมื่อน้ำอสุจิเข้าไปในมดลูก น้ำเชื้อเล็กน้อยบางทีอาจเข้าไปถึงด้านในมดลูกแล้ว นอกจากนั้นการล้างช่องคลอดยังเพิ่มการเสี่ยงอันตรายอื่นๆ ดังเช่น การได้รับเชื้อราข้างในช่องคลอด หรืออุ้งเชิงกราน หรือมีตกขาวไม่ดีเหมือนปกติได้

อย่างไรก็แล้วแต่ ควรจะล้างชำระล้างอวัยวะเพศหลังมีเซ็กส์ เพื่อลดการเสี่ยงของการสะสมจนกระทั่งมีการอักเสบติดเชื้อโรคได้ โดยล้างเฉพาะด้านนอกด้วยน้ำที่สะอาด หรือสินค้าสำหรับล้างจุดปกปิดโดยยิ่งไปกว่านั้น และซึมซับให้แห้ง แล้วก็ควรจะปัสสาวะหลังจากเสร็จสิ้นภาระกิจทุกครั้ง เพื่อลดการเสี่ยงในการเป็นโรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

ขี้หูอุตัน

        สภาวะขี้หูอุดตันนั้นเกิดมาจากการที่เรามีขี้หูมากเกินไปแล้วไม่ได้นำเอาออกมา โดยปกติระบบภายในหูจะมีกลไกการทำงานด้วยการขับขี้หูออกมาให้เราเอง แต่หากมีการผลิตมากเกินไปอาจมีการระบายขี้หูออกมาไม่ทันจึงเกิดการสะสมที่บริเวณหูชั้นนอก และขี้หูเกิดการแห้งและแข็งจึงส่งผลให้มีการอุดตันของขี้หูได้

          เมื่อไหร่ก็ตามที่หูของเรามีขี้หูมาอุดตัน สิ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ การรู้สึกแน่นๆอื้อๆภายในหู  การได้ยินเสียงจะลดลงหรือบางครั้งรู้สึกเหมือนมีเสียงอยู่ภายในหู มีอากาคันในช่องหูบางครั้งอาจมีน้ำเหลวๆออกมาจากหู หรือมีกลิ่นเหม็นออกมา รวมถึงจะมีอาการปวดหู และเวียนหัวตามมาด้วย บางครั้งอาการเหล่านี้อาจเกิดมาจากสาเหตุอื่นๆก็ได้เช่นกัน ดังนั้น เราจึงควรไปให้แพทย์ตรวจและรักษา และหากเราพบว่าเรามีปัญหาขี้หูเยอะ เราไม่ควรที่จะหาอะไรมาแคะด้วยตนเอง

การนำขี้หูออกจากหูนั้นทำได้ด้วยการหยอดยาละลายขี้หูซึ่งขี้หูจะหลุดลอกออกมาเอง แต่หากมีอาการทั้งหูมีกลิ่น ไม่ค่อยได้ยินเสียงร่วมด้วย ควรไปหาแพทย์มากกว่าจะมาหายารักษาด้วยตนเองเพราะภายในหูเป็นอวัยวะที่บอบบาง ซึ่งหากเรารักษาแบบผิดวิธีจะส่งผลให้เราสูญเสียการได้ยินหรือเป็นโรคหูหนวกได้

             สำหรับขี้หูแล้วจะมีหน้าที่เอาไว้ดักจับสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้ามาในรูหู เช่น ขี้ฝุ่นหรือแมลงต่างๆ ซึ่งความจริงแล้วเราไม่ต้องทำอะไรขี้หูก็จะหลุดร่วงมาเองตามธรรมชาติ แต่ถ้ามีการผลิตขี้หูมากเกินไปแล้วระบบจัดการภายในหูระบายขี้หูออกมาไม่ทันก็จะมีผลทำให้มีขี้หูมาอุดตันในรูหูได้เช่นกัน ซึ่งการตรวจว่าเรามีขี้หูอุดตันหรือไม่นั้น

แพทย์จะเป็นผู้ตรวจให้ด้วยการนำอุปกรณ์ส่องเข้าไปดูในหูของเรา หากพบว่ามีขี้หูอุดตัน แพทย์จะนำเครื่องมือมีคีบขี้หูออกให้หรืออาจจะใช้เครื่องดูดขี้หูออกมา หรือการใช้ไซริงค์ฉีดน้ำอุ่นเข้าไปล้างในหู หรือการใช้ยาหยอดหู เพื่อให้ขี้หูไหลออกมาเอง  

หากมีอาการขี้หูอุดตันไม่ควรปล่อยไว้นาน ควรรีบไปให้แพทย์เอาขี้หูออกให้เพราะหากทิ้งไว้จะส่งผลต่อระบบภายในหู อาจจะทำให้เกิดการติดเชื้อ หรือทำให้เราไม่ได้ยินเสียง บางครั้งเมื่อมีอาการคันมากๆเราอาจเผลอนำอะไรแหย่เข้าไปในหู ซึ่งหากไปโดยแก้วหู อาจทำให้เกิดการฉีกขาดแล้วทำให้เป็นโรคหูหนวกได้ และนั้นเราจะต้องพึ่งพา เครื่องช่วยฟัง ตลอดไป 

อาการของโรคลำไส้ส่วนปลายอักเสบ

โรคลำไส้ส่วนปลายอักเสบมักเกิดจากการได้รับสารพิษหรือติดเชื้อที่บริเวณเยื่อหุ้มลำไส้ อย่างไรก็ตามอาการของโรคลำไส้อักเสบสามารถจำแนกได้เป็น 2 แบบ คือ แบบเรื้อรัง และเฉียบพลัน โดยมีลักษณะอาการที่แตกต่างกันบ้าง

อาการของโรคลำไส้ส่วนปลายอักเสบ

1. หากเป็นโรคลำไส้อักเสบฉับพลัน จะมีอาการดังนี้
• มีการถ่ายแบบผิดปกติ โดยถ่ายเหลวเป็นน้ำ แต่ทั้งนี้จะไม่มีเลือดปน

• ปวดมวนท้องแบบเฉียบพลัน

• มีอากรปวดหัว คลื่นไส้ อาเจียน

• มีไข้อ่อนๆ

• ปวดกล้ามเนื้อ หรือตึงที่ข้อ

• อ่อนเพลียจากการสูญเสียน้ำ เนื่องจากการถ่ายเป็นน้ำ

• อาจเสี่ยงภาวะขาดน้ำได้
จากอาการต่างๆ ที่กล่าวมาทั้งหมด มักจะเกิดขึ้นฉับพลันภายในไม่กี่ชั่วโมง

2. อาการของโรคลำไส้อักเสบเรื้อรัง มักมีอาการเกิดขึ้นแบบติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจเป็นต่อเนื่องถึง 1 สัปดาห์
• ท้องร่วง ถ่ายเหลว มักมีเลือดปนด้วย

• ท้องเสียนานติดต่อกันหลายวัน หรือเป็นสัปดาห์

• ปวดบีบที่ท้อง ปวดบิด

• มีไข้

• อ่อนเพลียจากการถ่าย

• น้ำหนักลด เนื่องจากมีอาการถ่ายติดต่อกันเป็นเวลานาน