น้ำในหูไม่เท่ากัน รับมืออย่างไร

โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน
คราวก่อนเราได้พูดกันถึงสาเหตุของอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่พบได้บ่อยมาก คือภาวะหินปูนหลุดในหูชั้นในไปแล้วถ้าจำกันได้วันนี้เราจะพูดคุยกันถึงโรคที่หลายคนคุ้นเคยแต่ไม่รู้จักจริงๆ คือโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน (Meniere’s disease)

ผู้ป่วยที่เป็นโรคน้ำในหูไม่เท่ากันจะมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน หูอื้อมีเสียงดังในหู(Tinnitus) อาการเวียนศีรษะจะเป็นๆ หายๆโดยมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนแต่ละครั้งนานมากกว่า 20 นาทีเป็นยังไงครับ!!พอเราพูดถึงอาการที่ควรจะเป็นของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันแล้วหลายคนจะรู้สึกว่าไม่ค่อยตรงกับอาการของตัวเองซักเท่าไหร่ใช่ไหมครับ… อาการที่ผมได้บรรยายถึงโรคน้ำในหูไม่เท่ากันข้างต้นเป็นกลุ่มอาการที่จำเพาะ (Specific Character) ของโรคซึ่งการวินิจฉัยจะต้องตรวจพบอาการทุกอย่างที่ได้กล่าวถึงไปแล้ว

ในโรงพยาบาลกรุงเทพนอกจากประวัติและการตรวจร่างกายเบื้องต้นของผู้ป่วยแผนกหู คอจมูกยังมีเครื่องมือตรวจพิเศษเพื่อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคน้ำในหูไม่เท่ากันออกจากโรคอื่นๆได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวได้แก่

  • เครื่องตรวจการได้ยิน (Audiometry)
  • เครื่องตรวจวิเคราะห์การทำงานของระบบประสาทการทรงตัว (Posturography)
  • เครื่องตรวจความต่างศักย์ไฟฟ้าในหูชั้นใน (Eco-G)
  • เครื่องมือตรวจวิเคราะห์การทำงานของหูชั้นใน (Video Electronystagmagraphy)

ซึ่งเครื่องมือต่างๆเหล่านี้จะช่วยให้การตรวจวินิจฉัยโรคของหูชั้นในมีความถูกต้องแม่นยำโดยไม่ต้องเสียเวลาไปพบแพทย์หลายๆ โรงพยาบาลเพื่อการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องยังมีโรคที่เกี่ยวข้องกับอาการเวียนศีรษะบ้านหมุนที่พบได้บ่อยอีกซึ่งเราจะพูดถึงในคราวหน้าครับ

เตรียมตัวให้พร้อมก่อนเริ่มวิ่ง เพื่อลดอาการบาดเจ็บ

หลายคนมองว่า วิ่ง เป็นเรื่องง่าย ๆ จึงออกไปวิ่งโดยไม่ได้เตรียมตัวให้พร้อม ผลคือ ทำให้ เจ็บ และไม่อยากกลับไปวิ่งอีก ความจริงแล้วการวิ่งก็เหมือนกีฬาอื่นๆ ที่จะต้องรู้กฎพื้นฐานและเตรียมตัวให้พร้อม เพื่อจะได้ออกไปสนุกกับการวิ่งอย่างไม่รู้เบื่อ

วิ่งยังไงไม่ให้เจ็บ

1. อุ่นเครื่อง เป็นการให้เวลาหัวใจและหลอดเลือด ให้ค่อยๆ เพิ่มการเต้น เพิ่มการเปิดขยาย ให้มีการถ่ายเทเลือดได้สะดวก อุณหภูมิร่างกายค่อยๆ เพิ่ม เป็นผลให้กล้ามเนื้ออ่อนตัว มีความยืดหยุ่น ไม่ฉีกขาด และบาดเจ็บได้ง่าย ทำได้ด้วยการวิ่งเหยาะๆ ช้าๆ หรือเดินก่อนออกวิ่ง

2. ยืดเหยียดร่างกาย เป็นการทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่น ป้องกันการบาดเจ็บ เพิ่มองศา การเคลื่อนไหว และความคล่องในการเคลื่อนไหว กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด กระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว ค่อย ๆ ยืดเหยียดกล้ามเนื้อทีละส่วน ตั้งแต่คอ ไหล่ เอว เข่า น่อง เท้า

3. กลับสู่โหมดปกติ จะช่วยให้กล้ามเนื้อคืนสู่สภาวะปกติ ทำวิธีเดียวกับการอบอุ่นร่างกายและยืดเหยียดเมื่อวิ่งจบ เพื่อให้กล้ามเนื้อระบายกรดแลคตริก ลดความเมื่อยล้าของกล้ามเนื้อ เพิ่มการไหลเวียนเลือดจากกล้ามเนื้อกลับสู่หัวใจ

4. กินดี พักพอ เป็นวิธีไม่ทำให้เจ็บ เพราะร่างกายต้องการฟื้นฟูอย่างเหมาะสม และต้องการสารอาหารที่เพียงพอ หลังออกกำลังกายควรดื่มน้ำให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตสูง ไขมันต่ำ เช่น ขนมปัง น้ำผลไม้ กล้วย เป็นต้น จะทำให้กลับมาวิ่งใหม่อีกครั้งอย่างสดชื่น

5. เตรียมอุปกรณ์ โดยเฉพาะรองเท้า อย่าดูเพียงเรื่องราคาหรือแฟชั่น เพราะของแพงไม่ได้แปลว่าดีเสมอไป รองเท้าที่ดีคือรองเท้าที่เข้ากับลักษณะเท้า อาจต้องคำนึงถึงเรื่องน้ำหนักตัวประกอบในการเลือกรองเท้าด้วย และเลือกเสื้อผ้าที่ระบายอากาศได้ดีหากวิ่งทางไกล หรือที่อากาศร้อน

หยุดพฤติกรรมเสี่ยงน้ำหนักเพิ่ม

หลายคนรู้ดีว่าพฤติกรรมการลดน้ำหนักที่ทำแล้วได้ผลก็คือ การหมั่นออกกำลังกายอยู่เสมอ ควบคู่กับการกินอาหารที่มีประโยชน์ แต่รู้หรือไม่คะว่ายังมีบางพฤติกรรมที่หากทำตอนเช้าตามนี้แล้ว มีผลต่อการลดน้ำหนักเช่นกัน จะมีพฤติกรรมใดบ้างที่อาจทำให้ลดน้ำหนักไม่เป็นผลสำเร็จสักที สาวๆ ตามไปดูพร้อมกันเลยค่ะ

1. ไม่จัดเตียงหลังจากตื่นนอน

ผลการวิจัยพบว่า ผู้ที่ตื่นนอนแล้วไม่จัดเตียงนอนนั้น เป็นผู้ที่เสี่ยงจะอ้วนได้มากกว่าคนที่จัดเตียงเป็นประจำ เพราะความมีวินัยในการทำกิจกรรมเดิมๆ เป็นระยะเวลานาน จะเป็นตัวบ่งบอกว่าคนผู้นั้นมีวินัยที่จะลดความอ้วนได้ดีกว่า อีกทั้งการจัดเตียงนอนในตอนเช้าก็ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีของวันที่จะทำให้คุณได้ออกกำลังกายอีกด้วย

2. ไม่กินอาหารเช้า

กลุ่มนักวิจัย ได้ข้อสรุปว่า ผู้ที่ไม่ได้กินอาหารเช้าเป็นประจำจะมีอัตราของน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นได้ง่าย เพราะการอดอาหารเช้าจะทำให้หิวในช่วงเวลาถัดไปจนเผลอกินอาหารหนักขึ้น เนื่องจากร่างกายต้องการสารอาหารมากเป็นพิเศษ และเกิดการเผาผลาญที่ยากลำบากมากขึ้นตามไปด้วย ดังนั้นหากต้องการลดน้ำหนักอย่างเห็นผล ควรกินอาหารเช้าเป็นประจำดีที่สุด

3. ไม่เปิดม่านรับแสงแดดยามเช้า

จากผลวิจัยพบว่า ผู้ที่ตื่นเช้าขึ้นเปิดม่านเพื่อรับแสงแดดยามเช้านั้น มีดัชนีมวลกายลดลงอย่างเห็นได้ชัด แม้หลายคนจะคิดว่าการรับแสงแดดนั้นไม่น่าจะเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก แต่จริงๆ แล้ว การที่ร่างกายสัมผัสโดนแสงแดดยามเช้าอย่างน้อย 20 นาทีสามารถช่วยให้ระบบการเผาผลาญในร่างกายดีขึ้นได้ด้วย

4. ไม่ตื่นตามเวลาที่เหมาะสม

ผู้ที่นอนเพลินจนลืมเวลา ไม่ตื่นตามเวลาที่เหมาะสม หรือนอนมากเกินไป ร่างกายจะมีอัตราน้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น เพราะการนอนเกินเวลา ไม่ลุกขึ้นมากินอาหารเช้า ถือเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ระบบเผาผลาญในร่างกายทำงานได้แย่ลง

5. ไม่ชั่งน้ำหนัก

การชั่งน้ำหนักในช่วงเช้า จะช่วยให้คุณรู้สึกตื่นตัวกับน้ำหนักที่เปลี่ยนแปลงไปในแต่ละวัน และเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้คุณรู้สึกอยากที่จะควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในระดับที่พอใจมากขึ้น โดยผู้ที่ชั่งน้ำหนักเป็นประจำจะมีอัตราการลดน้ำหนักได้ผลมากกว่าผู้ที่ไม่เคยชั่งเลย หรือนานๆ ชั่งที

ทั้งหมดนี้ก็ คือพฤติกรรมเสี่ยงในช่วงเช้าที่ทำแล้วจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น โดยได้รับการยืนยันจากสถาบันวิจัยชั้นนำในสหรัฐฯ ว่าเป็นพฤติกรรมที่ส่งผลต่อการลดน้ำหนักอย่างแท้จริง หากคุณเป็นหนึ่งในผู้ที่มีพฤติกรรมเหล่านี้ ปรับเปลี่ยนตัวเองซะใหม่ตั้งแต่วันนี้ก็ยังไม่สายค่ะ และเพื่อให้การลดน้ำหนักมาพร้อมผลลัพธ์ที่ดีที่สุด หลังตื่นเช้าแล้วก็ควรหาเวลามาออกกำลังกายบ้าง อีกทั้งควรเลือกกินอาหารที่มีประโยชน์ เน้นผักผลไม้ โปรตีนและดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอต่อวัน เท่านี้ก็จะช่วยให้หุ่นสวยอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้วค่ะ

ชอบกินใช่ไหม ลองหันมากินเพื่อสุขภาพดูสิ

 

เคล็ดไม่ลับ กินดีเพื่อสุขภาพ เริ่มที่อาหาร 5 หมู่ต้องกินให้ครบ เน้นหลักความหลากหลายของอาหาร เราไม่จำเป็นต้องอด แค่รู้จักความพอดี ไม่ว่าจะอ้วนไป หรือปผอมไป หากกินให้หลากหลาย รู้ว่าขาดอะไรต้องลดอะไรเท่านั้น

  • รู้จักแป้ง

หลายคนคิดว่าแป้งคือตัวอันตราย แต่แป้งก็อยู่ในอาหารหลักของเรา การทำความรู้จักแป้ง กลไกของมัน และกินอย่างเหมาะสม เช่น เปลี่ยนข้าวขาวเป็นข้าวกล้อง เท่านี้ก็ช่วยได้เยอะ

  • เป็นเพื่อนผักผลไม้

เดินทางสายนี้รับรองดีแน่นอน เพราะในอาหารกลุ่มนี้มีทั้งวิตามิน แร่ธาตุ ใยอาหาร และเป็นสิ่งที่คนไทยขจาดมากที่สุด ทั้งๆ ที่เราเป็นราชาของการผลิตสิ่งเหล่านี้

  • หันไปกินปลา พืชตระกูลถั่ว นม ไข

เพราะเป็นแหล่งโปรตีนดี และไขมันน้อย แต่หากมีภาวะคอเลสเตอรอลสูง อาจต้องกินอย่างพอเหมาะมากกว่าปกติ

  • โบกมือลาไขมัน

อาหารทอด เป็นสาเหตุทำให้เกิดภาวะไขมันในเลือดสูงอย่างดี เราจำเป็นต้องควบคุมปริมาณการกินเป็นพิเศษ กินได้ แต่กินน้อย ๆ

  • อ่อนหวาน อ่อนเค็ม

คนไทยบริโภคสองสิ่งนี้สูงเกินปริมาณเหมาะสม ซึ่งควรหันมาบริโภคอาหารรสจืดดูบ้าง ค่อย ๆ ลดปริมาณความหวาน ความเค็มลง ก็สามารถอร่อยอยู่เหมือนเดิมได้

ที่แน่ ๆ คือ การรู้จักอาหารให้ดีกว่าเดิมจะช่วยให้สุขภาพดีขึ้นได้ แล้วอย่าลืมออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย ก็จะยิ่งทำให้สุขภาพดี ห่างไกลโรค NCDs อย่างแน่นอน